
สิบหกหุ้นเล็กกำไรโต
สัปดาห์ที่ผ่านมาทาง บล.ฟินันเซีย ไซรัส ได้ออกบทวิเคราะห์ “สิบหุ้นเล็กกำไรโต” วัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมหุ้นที่มีขนาดเล็กโดยเฉพาะหุ้นที่อยู่นอกเหนือ SET100 หรือมีมูลค่าตลาดตั้งแต่ 900 ล้านบาท จนถึง 1.6 หมื่นล้านบาท ที่มีปัจจัยพื้นฐานแกร่ง มีอัตราการเติบโตของกำไรสูง โดยเฉพาะในปีนี้และปีหน้าเป็นอย่างน้อย อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีทิศทางขาขึ้นและเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม มี PE ต่ำหรือ PE to Growth (PEG) ไม่เกิน 1.2 เท่า เพราะจะเห็นว่าการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในปีนี้ โดยเฉพาะตั้งแต่เดือน มิ.ย.เป็นต้นมา หุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดเล็กที่มีปัจจัยเฉพาะตัว โดยจะเห็นว่าแม้ว่า SET Index จะปรับตัวขึ้น 26% ตั้งแต่ต้นปี แต่ SET50 ปรับขึ้นเพียง 20% ในขณะที่หุ้นขนาดเล็กนับเฉพาะ 16 หลักทรัพย์ที่ FSS Research เลือกมาแล้ว ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเกือบ 3 เท่า คือ เพิ่มขึ้น 66% อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐประกาศมาตรการ QE3 เมื่อคืนวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา หุ้นตัวใหญ่ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีปรับขึ้นมากกว่าหุ้นตัวเล็ก ซึ่งคิดว่าจะเป็นลักษณะนี้ต่อไปเพียงระยะสั้น ส่วนหุ้นตัวเล็กที่แผ่วไปบ้างในช่วง 2 วันที่
สัปดาห์ที่ผ่านมาทาง บล.ฟินันเซีย ไซรัส ได้ออกบทวิเคราะห์ “สิบหุ้นเล็กกำไรโต” วัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมหุ้นที่มีขนาดเล็กโดยเฉพาะหุ้นที่อยู่นอกเหนือ SET100 หรือมีมูลค่าตลาดตั้งแต่ 900 ล้านบาท จนถึง 1.6 หมื่นล้านบาท ที่มีปัจจัยพื้นฐานแกร่ง มีอัตราการเติบโตของกำไรสูง โดยเฉพาะในปีนี้และปีหน้าเป็นอย่างน้อย อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีทิศทางขาขึ้นและเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม มี PE ต่ำหรือ PE to Growth (PEG) ไม่เกิน 1.2 เท่า เพราะจะเห็นว่าการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในปีนี้ โดยเฉพาะตั้งแต่เดือน มิ.ย.เป็นต้นมา หุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดเล็กที่มีปัจจัยเฉพาะตัว โดยจะเห็นว่าแม้ว่า SET Index จะปรับตัวขึ้น 26% ตั้งแต่ต้นปี แต่ SET50 ปรับขึ้นเพียง 20% ในขณะที่หุ้นขนาดเล็กนับเฉพาะ 16 หลักทรัพย์ที่ FSS Research เลือกมาแล้ว ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเกือบ 3 เท่า คือ เพิ่มขึ้น 66% อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐประกาศมาตรการ QE3 เมื่อคืนวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา หุ้นตัวใหญ่ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีปรับขึ้นมากกว่าหุ้นตัวเล็ก ซึ่งคิดว่าจะเป็นลักษณะนี้ต่อไปเพียงระยะสั้น ส่วนหุ้นตัวเล็กที่แผ่วไปบ้างในช่วง 2 วันที่ผ่านมา สุดท้ายแล้วเชื่อว่าทั้ง 16 ตัวที่ FSS แนะนำจะยังคงปรับตัวขึ้นได้จากปัจจัยพื้นฐานที่สนับสนุน
สิบหกหุ้นเล็กที่ FSS แนะนำ คาดว่าจะมีกำไรเติบโตเพิ่มขึ้น 52% ในปี 2555 และ 23% ในปี 2556 สูงกว่ากำไรของทั้งตลาดที่คาดว่าจะเติบโต 18% และ 14% ตามลำดับ ส่วน PE เฉลี่ยของหุ้นทั้ง 16 ตัวอยู่ที่ 11.3 เท่า ถูกกว่า PE ของตลาดฯ ที่อยู่ที่ 13.9 เท่า ความสามารถในการทำกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ของหุ้น 16 ตัวเฉลี่ยแล้วเท่ากับ 20% ในปีนี้ และเพิ่มเป็น 22% ปีหน้า สูงกว่าทั้งตลาดฯ ที่คาดว่าจะเป็น 16% ในปีนี้และ 18% ปีหน้า
หุ้นบางตัวเราเคยนำมาพูดถึงในคอลัมน์นี้บ้างแล้ว เช่น SINGER เรามองหุ้นตัวนี้เป็น Turnaround Stock จึงเป็น Growth Stock ไปด้วยโดยปริยาย โดยคาดกำไรในปีนี้จะโตก้าวกระโดดถึง 88% (ครึ่งปีแรกกำไรโต 80% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็น 46% ของกำไรทั้งปีที่ FSS คาด) และโตต่อเนื่องในปีหน้าอีก 32% ปัจจัยผลักดันมาจากผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มหยอดเหรียญ (เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ ตู้บัตรมือถือเติมเงินหยอดเหรียญ ตู้เติมน้ำมันหยอดเหรียญ) และเครื่องทำความเย็น การปรับราคาสินค้า รวมไปถึงการบริหารต้นทุนทางการเงินที่ลดลง (บริษัทเพิ่งออกหุ้นกู้ที่มีดอกเบี้ย 5% ไปชำระคืนเงินกู้ระยะยาวที่มีดอกเบี้ยแพงกว่านี้ ทำให้ต้นทุนทางการเงินลดลง 1.72%) และการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีเยี่ยม เห็นได้จาก NPL ที่ลดลงจาก 14% ในช่วง 2 ปีก่อนเหลือเพียง 4.4% ในปัจจุบัน นักวิเคราะห์ของ FSS ประเมินราคาพื้นฐานในปีหน้าไว้ที่ 22.40 บาท
AI เป็นหุ้นที่ FSS เพิ่งกลับมาแนะนำอีกครั้ง เพราะธุรกิจที่กำลัง Turnaround หลังจากได้ย้ายสายการผลิตลูกถ้วยไฟฟ้าทั้งหมดมาอยู่ในโรงงานใหม่ที่อยู่ติดกัน ที่ จ.สิงห์บุรี ตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ปัจจุบันบริษัทเดินเครื่องเต็ม 100% แล้ว การผลิตในโรงงานใหม่นี้ทำให้ต้นทุนด้านพลังงานลดลง 30% จากโรงงานเดิม และยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI ทำให้ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไร 550 ล้านบาทแรก ซึ่งคาดว่าน่าจะใช้ประโยชน์ได้ประมาณ 1 ปีครึ่ง ขณะที่โรงงานแห่งใหม่มีการปรับปรุงเตาเผาเพื่อขยายคอขวด คาดว่าจะทำให้กำลังการผลิตทยอยเพิ่มขึ้นจาก 6,000 ตัน/ปี เป็น 1 หมื่นตัน/ปีในปีหน้า จากการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ จึงคาดว่ากำไรของ AI ในปีนี้จะเพิ่มก้าวกระโดดถึง 608% และโตต่อเนื่อง 29% ในปีหน้า สำหรับธุรกิจไบโอดีเซลที่มีจุดเสี่ยงเรื่องการสต๊อกวัตถุดิบ บริษัทปรับแผนโดยสต๊อกแค่พอใช้เท่านั้น จากปีก่อนที่เก็บสต๊อกประมาณ 1 เดือน ซึ่งก็จะทำให้ธุรกิจนี้ไม่ขาดทุนเหมือนปีที่ผ่านมา นักวิเคราะห์ของ FSS ประเมินราคาพื้นฐานในปีหน้าไว้ที่ 7.20 บาท
นอกจากนี้ มีหุ้นตัวเล็กในกลุ่มยานยนต์อีก 4 ตัวที่แนะนำ ได้แก่ AH, IHL, STANLY, TKT มีกำไรเติบโตเฉลี่ย 16% ในปีหน้า ส่วนกำไรในปีนี้ไม่ต้องพูดถึง เพราะเติบโตหลายร้อยเปอร์เซ็นต์จากฐานกำไรที่ต่ำเพราะปัญหาน้ำท่วมในปีก่อน นอกเหนือจากกลุ่มยานยนต์แล้ว ROJNA ก็เป็นอีกตัวที่แนะนำสำหรับหุ้นในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และยังมีหุ้นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ บันเทิง เหล็ก ซึ่งเนื้อที่ไม่พอที่จะกล่าวถึงทั้งหมด หากนักลงทุนท่านใดสนใจ ติดต่อเพื่อขอรับบทวิเคราะห์ได้ ที่ 02-646-9962-3 ค่ะ







