posttoday
ศาลตัดสินคดี ปรส.อมเรศ-วิชรัตน์ เจอคุก

ศาลตัดสินคดี ปรส.อมเรศ-วิชรัตน์ เจอคุก

18 กันยายน 2555

ในที่สุด คดีประวัติศาสตร์ที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้อง อมเรศ ศิลาอ่อน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ในข้อหาเอื้อประโยชน์แก่บริษัทเลห์แมน บราเธอร์ส ที่ประมูลสินทรัพย์จาก ปรส. ก็ได้ข้อสรุป เมื่อศาลชั้นต้นสั่งจำคุก อมเรศ กับ วิชรัตน์ วิจิตรวาทการ เลขาธิการ ปรส. คนละ 2 ปี แต่ให้รอลงอาญาเป็นเวลา 3 ปี

ในที่สุด คดีประวัติศาสตร์ที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้อง อมเรศ ศิลาอ่อน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ในข้อหาเอื้อประโยชน์แก่บริษัทเลห์แมน บราเธอร์ส ที่ประมูลสินทรัพย์จาก ปรส. ก็ได้ข้อสรุป เมื่อศาลชั้นต้นสั่งจำคุก อมเรศ กับ วิชรัตน์ วิจิตรวาทการ เลขาธิการ ปรส. คนละ 2 ปี แต่ให้รอลงอาญาเป็นเวลา 3 ปี

วันที่ 17 ก.ย. ที่ห้องพิจารณา 905 ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.3344/2551 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ฟ้อง อมเรศ อดีตประธาน ปรส., วิชรัตน์ อดีตเลขาธิการ ปรส. และเป็นกรรมการกับเลขานุการ ปรส., บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส โฮลดิ้งส์ อิงค์ โดย ชาร์ล เจสัน รูบิน ที่ปรึกษา ปรส., บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส (ประเทศไทย)

โดย ชาร์ล เจสัน รูบิน, กองทุนรวมโกลบอลไทย พร็อพเพอร์ตี้ ผู้รับโอนสิทธิจากการประมูลสินทรัพย์ และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม วรรณ ผู้จัดตั้งกองทุนรวม จำเลยที่ 5 ที่ 6 เป็นจำเลยที่ 16 ตามลำดับ ฐานกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงาน ในองค์การ หรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11

โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 2 มิ.ย.-1 ต.ค. 2541 จำเลยที่ 12 กับพวกวางแผนแบ่งหน้าที่กัน โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะประธาน ปรส. มีอำนาจวางนโยบายและควบคุมดูแลกิจการของ ปรส. รวมทั้งกำหนดวิธีการชำระบัญชีและขายทรัพย์สินของ 56 สถาบันการเงินที่ประสบความล้มเหลว และถูกปิดกิจการลงเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ถูกระงับการดำเนินกิจการตาม พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ที่กำหนดให้จัดตั้ง ปรส.ขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาของสถาบันการเงิน ฟื้นฟูฐานะของสถาบันการเงิน

ต่อมาวันที่ 18 มิ.ย. 2541 ปรส.มีมติให้มีการจำหน่ายสินทรัพย์หลักการเช่าซื้อที่อยู่อาศัย ครั้งที่ 2 โดย ปรส. และ บริษัทเลห์แมน บราเธอร์ส จำเลยที่ 3 ได้ออกข้อกำหนดขั้นตอนการจำหน่ายสินทรัพย์ พร้อมกำหนดวันประมูลในวันที่ 30 ก.ค. 2541 และปิดการจำหน่ายในวันที่ 1 ก.ย. 2541 แต่คณะกรรมการ ปรส.มีมติเมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2541 ให้เลื่อนการประมูลจากวันที่ 30 ก.ค. 2541 ไปเป็นวันที่ 13 ส.ค. 2541 แทน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2541 คณะกรรมการ ปรส.และ บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส ได้ออกข้อกำหนดเพิ่มเติมอีกหลายประการ โดยให้ผู้เสนอราคาสามารถเสนอราคาโดยให้กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เป็นตัวแทนผู้ซื้อได้ หากกองทุนดังกล่าวสามารถจัดตั้งได้ภายในวันปิดการจำหน่าย

ต่อมาเมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2541 จำเลยที่ 3 ได้ยื่นแบบฟอร์มขอเสนอราคาซื้อในนามของตนเองเข้าประมูลร่วมกับผู้ประมูลรายอื่นอีก 3 ราย โดยเสนอราคาที่ 11,520 ล้านบาท โดยวางหลักประกันเป็นเงิน 10 ล้านบาท และจำเลยที่ 3 เป็นผู้เสนอราคาประมูลสูงสุด

คณะกรรมการ ปรส.จึงมีมติให้ จำเลยที่ 3 ต้องทำสัญญาซื้อขายกับ ปรส.ภายใน 7 วัน นับจากวันที่ 20 ส.ค. 2541 พร้อมทั้งต้องชำระเงินงวดแรก 20% ของราคาเสนอซื้อที่ชนะการประมูลเป็นเงิน 2,304 ล้านบาท ซึ่งหากจำเลยที่ 3 ทำสัญญาซื้อขายในวันดังกล่าว จะทำให้จำเลยที่ 3 ต้องมีภาระภาษีในกิจการดังกล่าว

แต่วันที่ 20 ส.ค. 2541 ที่เป็นวันครบกำหนด จำเลยที่ 3 กลับไม่เข้าทำสัญญาซื้อขายและไม่ชำระเงินงวดแรก โดยจำเลยที่ 3 เพียงแต่วางเงินประกัน จึงเป็นการไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย การประมูลดังกล่าวจึงไม่เกิดสัญญาขึ้น

ต่อมาเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2541 สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รมว.คลัง ในขณะนั้น แจ้งว่า การปฏิบัติหน้าที่ของ ปรส.ไม่โปร่งใส มีความขัดแย้งผลประโยชน์ในกรณีที่จำเลยที่ 3 เป็นผู้ชนะการประมูล และเป็นบริษัทกลุ่มเดียวของจำเลยที่ 4 ที่ปรึกษา ปรส. โดยจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการตรวจสอบและปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย

ซึ่งในวันที่ 1 ต.ค. 2541 ปรส.โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ขาย ได้ทำสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ ปรส.กับจำเลยที่ 5 อันเป็นกองทุนผู้ถือหน่วยลงทุนทั้งหมด เป็นกลุ่มบุคคลที่มีผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมกับกลุ่ม บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส การกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นการร่วมกันปฏิบัติหน้าที่และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

โดยเมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2541 จำเลยที่ 3 ผู้ชนะการประมูลไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายกับ ปรส.ซึ่งจำเลยที่ 1 และ 2 ควรยกเลิกการประมูล หรือจัดให้มีการประมูลใหม่ และริบเงินประกัน 10 ล้านบาท แต่กลับไม่ได้ดำเนินการ

เมื่อจำเลยที่ 3 เป็นกลุ่มบริษัทเดียวกับจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นที่ปรึกษา ปรส.ในการจำหน่ายสินทรัพย์ โดยจำเลยที่ 12 ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่กลับให้ ปรส.เข้าทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยที่ 5 ในวันที่ 1 ต.ค. 2541 ทั้งที่จำเลยที่ 5 ไม่มีสิทธิเข้าทำสัญญาในฐานะผู้ซื้อ เนื่องจากไม่ได้เป็นผู้ร่วมประมูล และไม่ได้รับอนุมัติให้ชนะประมูลทั้งในนามตนเองและผู้อื่น การกระทำของจำเลยที่ 14 กับพวก จึงเป็นการดำเนินการให้จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับการยกเว้นภาษีตามประมวลรัษฎากร เข้าทำสัญญาซื้อขายเพื่อประโยชน์ทางภาษีอากร

โดยจำเลยที่ 36 วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ และ คาร์ลอส มานาแลค ชาวฟิลิปปินส์ที่หลบหนี กับพวก เป็นผู้ร่วมกันช่วยเหลือสนับสนุนในการกระทำผิดของจำเลยที่ 12 การกระทำของจำเลยทั้งหมดเพื่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง และ ปรส. จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดี โดยเฉพาะจำเลยที่ 12 อ้างว่าถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 12 ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และไม่เป็นไปตามรูปแบบที่กำหนดไว้ในการจำหน่ายสินทรัพย์

ทั้งจำเลยที่ 12 ไม่ดำเนินการให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินงวดแรก 2,304 ล้านบาท ให้แก่ ปรส. เพียงแต่วางเงินมัดจำไว้เท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 12 จึงเป็นการปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

และเมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์ของ ปรส.ที่จ้างให้จำเลยที่ 4 เป็นที่ปรึกษา แล้วอนุมัติให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยที่ 4 ถึง 99.99% เป็นผู้ชนะการประมูลสินทรัพย์ของ ปรส. ประกอบกับการที่ ปรส.มีมติให้เลื่อนการประมูลออกไปจากเดิมวันที่ 30 ก.ค. 2541 เป็นวันที่ 13 ส.ค. 2541 ทำให้จำเลยที่ 3 สามารถไปจัดตั้งจำเลยที่ 5 เพื่อมารับโอนสิทธิการประมูลทรัพย์ได้นั้น แสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์และการกระทำที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ 12 เพื่อให้จำเลยที่ 3 ได้รับประโยชน์ ขณะเดียวกันก็ทำให้ ปรส. ในฐานะผู้เปิดประมูลขายสินทรัพย์ได้รับความเสียหาย

ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 12 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ส่วนจำเลยที่ 36 จากทางนำสืบของโจทก์คงปรากฏเพียงว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ได้รับผลประโยชน์จากการกระทำของจำเลยที่ 12 สำหรับจำเลยที่ 4 เป็นที่ปรึกษา ปรส. จำเลยที่ 5 เป็นผู้รับโอนสิทธิการประมูลสินทรัพย์ และจำเลยที่ 6 เป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 5 กรณีจึงยังไม่พอฟังได้ว่าจำเลยที่ 36 กระทำผิด

พิพากษาว่า จำเลยที่ 12 มีความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

เมื่อพิเคราะห์แล้ว จำเลยที่ 12 เป็นผู้บริหารสูงสุดของ ปรส. และต่อมาได้มีการชำระเงินเต็มจำนวนจากการประมูลสินทรัพย์ให้แก่ ปรส.จนครบถ้วนแล้วเห็นสมควรกำหนดโทษจำคุกจำเลยคนละ2 ปี ปรับคนละ 2 หมื่นบาท และเนื่องจากจำเลยที่เคยดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ และประธานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์

ส่วนจำเลยที่ 2 เคยดำรงตำแหน่งประธานคณะอนุกรรมการการกลั่นกรองติดตามแผนการฟื้นฟูกิจการของสถาบันการเงิน 58 แห่ง กรณีถือว่าได้เคยทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ

กอปรกับจำเลยที่ 1 มีอายุ 79 ปี จำเลยที่ 2 มีอายุ 65 ปี เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยทั้งสองกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี ให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน และให้ทำกิจกรรมบริการสังคมตามสมควรอีก 24 ชั่วโมง

ภายหลัง อมเรศ กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา ขอยืนยันว่าปฏิบัติไปตามหน้าที่โดยถูกกฎหมายแล้ว และจะให้ทนายความพิจารณายื่นอุทธรณ์คดีต่อไป

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ