
โอกาสขาดทุนหุ้นมีมากกว่ากำไร
นักวิเคราะห์ในตลาด มองว่า หุ้นไทยมีความเสี่ยงสูงจากความผันผวนของนโยบายธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
นักวิเคราะห์ในตลาด มองว่า หุ้นไทยมีความเสี่ยงสูงจากความผันผวนของนโยบายธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพราะไม่ว่าผลจะออกมาดีหรือร้าย เป็นไปตามที่หวังหรือไม่ ความเสี่ยงก็มากกว่าโอกาสได้ผลตอบแทน ขณะที่ยังเชื่อว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะทรงตัวที่ 3% จนถึงสิ้นปีนี้เช่นเดียวกัน
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ คาดว่าไม่ว่าผลการประชุมเฟดคืนที่ผ่านมาจะเป็นอย่างไร ก็ไม่ทำให้ตลาดหุ้นไทยไปไหนไกลจากปัจจุบันมากนัก
บล.โนมูระ ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) กับดัชนีดาวโจนส์ พบว่าถ้ามีคิวอีที่เป็นข่าวดีจะทำให้ดัชนีหุ้นขึ้นแรงแค่ 3 วัน แต่หากเป็นข่าวร้ายไม่มีคิวอีราคาหุ้นจะลดลงตั้งแต่วันแรกที่รับรู้ข่าว
ผลการศึกษากรณีมีคิวอี ตามคาดการณ์ที่มีผลต่อตลาดหุ้น น้ำมันดิบ ทองคำ ค่าเงินเหรียญสหรัฐในช่วงคิวอี 1 ครั้งแรก คิวอี 1 ครั้งที่สอง และคิวอี 2 พบว่า
ช่วง 3 วันแรกราคาน้ำมันดิบดูไบขึ้นแรงสุด 6.8% น้ำมันดิบไนเม็กซ์เพิ่มขึ้น 4.3% รองลงมาคือ ตลาดหุ้นดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 3% แนสแด็กเพิ่มขึ้น 3% ดัชนีหุ้นไทยเพิ่มขึ้น 2.4% และราคาทองคำเพิ่มขึ้น 2.3%
สัปดาห์แรกราคาน้ำมันดิบดูไบเพิ่มขึ้นสูงสุด 4.9% รองลงมาหุ้นไทยเพิ่มขึ้น 2.2% ราคาน้ำมันดิบไนเม็กซ์เพิ่มขึ้น 1.8% แนสแด็กเพิ่มขึ้น 1.2% ราคาทองคำเพิ่มขึ้น 0.8%
เดือนแรกตลาดหุ้นแนสแด็กเพิ่มขึ้นสูงสุดเพิ่มขึ้น 7.9% รองลงมาคือ ดัชนีหุ้นไทยเพิ่มขึ้น 7.6% ดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 3.5% ทองคำเพิ่มขึ้น 0.7%
กรณีไม่มีข่าวดี ตลาดผิดหวัง (คล้ายกรณีออกมาตรการโอเปอเรชัน ทวิสต์ ที่ผ่านมา) พบว่า
ช่วง 3 วันแรกดัชนีดิ่งแรงสุด 12.2% รองลงมาราคาทองคำลดลง 8.5% ราคาน้ำมันดิบไนเม็กซ์ลดลง 5.3%
เดือนแรกดัชนีลดลงสูงสุด 11% รองลงมาราคาทองคำลดลง 9.2% โดยที่ตลาดหุ้นแนสแด็กปรับเพิ่มขึ้นสูงสุด 9.9% ดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 6.6%
ผลจากการที่คิวอี 1 ประกาศครั้งแรกวันที่ 23 พ.ย. 2551 วงเงิน 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ พบว่าดัชนีดาวโจนส์ปรับขึ้นและดัชนีดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าก่อนวันประกาศจริง แต่หลังประกาศคิวอี 1 ดัชนีดาวโจนส์ปรับลดลงและดัชนีดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น
คิวอี 1 ครั้งที่สอง ประกาศวันที่ 18 มี.ค. 2552 วงเงิน 7.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ พบว่าดัชนีดาวโจนส์ปรับขึ้นทั้งก่อนและหลังประกาศ ขณะที่ดัชนีดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงทั้งก่อนและหลังประกาศ
คิวอี 2 ประกาศวันที่ 3 พ.ย. 2553 วงเงิน 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ พบว่าดัชนีดาวโจนส์ปรับขึ้นก่อนประกาศข่าวจริง ส่วนหลังประกาศข่าวจริง Risk Reward Ratio (RRR) ชี้ชัดไม่ควรเสี่ยงถือรอเก็งผลคิวอี เพราะความเสี่ยงสูงกว่าผลตอบแทน ประกอบกับไตรมาส 3 ทุกปีมักไม่มีราคาหุ้นขึ้น เพราะการปิดงวดบัญชี
อย่างไรก็ตาม ตลาดคาดการณ์ไว้ว่าผลการประชุมที่ออกแล้วตั้งแต่คืนวันที่ 13 ก.ย. ตามเวลาประเทศไทย คือ
ประการแรก จะขยายเวลาตรึงดอกเบี้ยในระดับต่ำ 00.25% จากเดิมสิ้นปี 2557 เป็นถึงปี 2558
ประการที่สอง การเข้าซื้อพันธบัตรเพิ่มเติม ผลสำรวจหลายสำนักคาดว่าเฟดจะออกคิวอี 3 ในการประชุมครั้งนี้ โดยอาจเข้าซื้อพันธบัตรปลายปีไม่ระบุปริมาณ โดยซื้อแต่ละครั้งในปริมาณไม่มากและปรับตามความเหมาะสมตามสภาพเศรษฐกิจ
ประการที่สาม พิจารณาลดดอกเบี้ยเงินฝากจากทุนสำรองส่วนเกินที่ธนาคารพาณิชย์นำมาฝากกับเฟดเพื่อกระตุ้นให้เกิดการปล่อยกู้
ประการที่สี่ จัดทำตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจโดยรวม
สำหรับนโยบายด้านการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย นักวิเคราะห์ในประเทศคาดว่าดอกเบี้ยนโยบายจะทรงตัวที่ 3% จนถึงสิ้นปีนี้
ภายหลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ครั้งล่าสุด ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3% ทำให้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าอัตรานี้จะอยู่ถึงสิ้นปี
นักวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ คงมุมมองดอกเบี้ยนโยบายจะทรงตัวที่ 3% ในปีนี้ จากปีนี้เหลือการประชุมอีก 2 ครั้ง คือ วันที่ 17 ต.ค. และ 28 พ.ย. และปรับขึ้น 0.5% ในปี 2556
เช่นเดียวกับศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ คงมุมมองอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3% จนถึงสิ้นปี 2555 การใช้จ่ายในประเทศยังขยายตัวดี ทำให้อัตราดอกเบี้ยยังไม่น่าจะต้องปรับลดลง แม้การส่งออกที่ชะลอตัวจะเป็นความเสี่ยงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่การใช้จ่ายในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุนที่ยังขยายตัวได้ดี รวมไปถึงการขยายตัวของสินเชื่อที่อยู่ในระดับสูง ทำให้คาดว่าอัตราดอกเบี้ยน่าจะยังคงไว้อยู่ที่ 3% จนถึงสิ้นปีนี้
อย่างไรก็ดี หากเศรษฐกิจยุโรปถดถอยลงมากกว่าที่คาดตามปัจจัยเสี่ยงที่กล่าวไว้ข้างต้น ธปท.น่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 2.75% สำหรับปี 2556 ธปท.น่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้จนกว่าเศรษฐกิจยุโรปจะฟื้นตัวชัดเจน เศรษฐกิจยุโรปน่าจะเริ่มฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2556 แต่คงอ่อนแอเกินกว่าที่จะทำให้การค้าระหว่างประเทศกลับมาเป็นปกติได้ นอกจากนี้อัตราเงินเฟ้อน่าจะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของปี 2555
ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจจะยังไม่มีการปรับขึ้นในปี 2556 เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในช่วงปลายปี 2555 ต่อเนื่องถึงปี 2556
เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเนื่องจากสถานการณ์ในยุโรปและแนวทางการแก้ปัญหาจะมีความชัดเจนขึ้นในช่วงปลายปี 2555
นอกจากนี้ ยังมีแรงสนับสนุนจากการคาดการณ์เกี่ยวกับมาตรการทางเศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรป ที่ทำให้นักลงทุนลดน้ำหนักการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และหันมาถือครองสินทรัพย์เสี่ยง เช่น สินทรัพย์ในสกุลเงินเอเชียเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี เงินบาทยังมีโอกาสผันผวนได้สูงในระยะสั้น เนื่องจากยังมีความเสี่ยงที่มาตรการทางเศรษฐกิจเหล่านี้จะไม่ได้ถูกนำมาใช้ตามที่มีการคาดการณ์ไว้
ในระหว่างนี้คาดว่าความต้องการภายในประเทศจะยังคงขยายตัวต่อเนื่อง และอัตราเงินเฟ้อจะพุ่งขึ้นสูงกว่า 3% ตามเงินเฟ้อหมวดพลังงาน สำหรับในปี 2556 ด้วยแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องของความต้องการในประเทศและการเร่งขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ
“เราคาดว่า กนง.จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.5% มาอยู่ที่ 3.5% ภายในไตรมาส 2 ปี 2556 และคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปจนถึงสิ้นปี” นักวิเคราะห์ธนาคารไทยพาณิชย์ให้ความเห็น
ด้านซิตี้กรุ๊ป มองว่า การประชุมของ กนง. วันที่ 17 ต.ค. คาดว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เพื่อไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่าจนเกินไปเป็นอุปสรรคต่อการส่งออก
ผลการประชุม กนง.ครั้งล่าสุด คณะกรรมการมองว่าการส่งออกชะลอตัวกว่าที่คาด แต่ความต้องการภายในประเทศยังคงแข็งแกร่งจึงมีมติ 3 ต่อ 2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้เท่าเดิมที่ 3% ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยมีคณะกรรมการ 2 คน เห็นควรให้ลดดอกเบี้ยลง 0.25% ทั้งนี้มีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (คนนอก ธปท.) 2 ท่าน ติดภารกิจต่างประเทศไม่สามารถเข้าประชุมได้ โดย กนง.ระบุถึงความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกอยู่ในระดับสูง ทำให้การส่งออกมีแนวโน้มชะลอตัวมากกว่าที่เคยประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม กนง. มองว่า ความต้องการภายในประเทศยังคงแข็งแกร่ง อีกทั้งนโยบายการเงินในปัจจุบันผ่อนคลายเพียงพอที่จะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจในประเทศขยายตัวได้ต่อเนื่อง
ในขณะที่ กนง.มองแนวโน้มการส่งออกไม่สู้ดีนัก แต่ยังคาดว่าความต้องการภายในประเทศมีแนวโน้มการขยายตัวได้ต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของนักวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ ที่เชื่อว่าความต้องการภายในประเทศที่เร่งตัวขึ้น จะช่วยชดเชยการชะลอตัวของการส่งออก สะท้อนจากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 2 ปี 2555 ที่ขยายตัวสูงเกินคาดที่ 4.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และการเร่งตัวขึ้นของดัชนีชี้วัดความต้องการภายในประเทศของเดือน ก.ค. ซึ่งแตกต่างจากวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งก่อน ที่การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนหดตัวลงในทิศทางเดียวกับการส่งออก
นอกจากนี้ กนง. ระบุว่า “สินเชื่อในบางภาคเศรษฐกิจขยายตัวสูงในระดับที่ควรเฝ้าติดตาม”
นักวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ ตีความว่า กนง.ไม่น่าจะปรับลดดอกเบี้ย เพราะนับเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้าง ซึ่งอาจยิ่งไปเร่งสินเชื่อในภาคส่วนดังกล่าว ดังนั้นจึงไม่เชื่อว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะอันใกล้นี้







