
บริหารความเสี่ยง4ด้าน รับมือเออีซี-วิกฤตยุโรป
“บัณฑิต นิจถาวร” กรรมการผู้อำนวยการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย ได้กล่าวในงานสัมมนา
โดย...พนิตศรณ์ หวังจงชัยชนะ
“บัณฑิต นิจถาวร” กรรมการผู้อำนวยการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย ได้กล่าวในงานสัมมนา “ก้าวสู่เออีซี อย่างมืออาชีพ” ว่า ประเมินว่าภาคธุรกิจไทยควรกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารความเสี่ยงเพื่อรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจจากยุโรป ขณะเดียวกันต้องหาประโยชน์จากการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ด้วย เพราะประเมินว่าเป็นสิ่งที่ภาคธุรกิจจะต้องเผชิญอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยในอีกหลายปีข้างหน้าในแง่ของการบริหารความเสี่ยงรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจในยุโรปนั้นมีความสำคัญ เพราะไทยเป็นประเทศของการส่งออก ดังนั้นต้องจัดทำแผนบริหารความเสี่ยง 4 ด้าน คือ ด้านการค้า ด้านการเงิน ด้านสภาพคล่อง และด้านอัตราแลกเปลี่ยน ในด้านของการกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อแสวงหาประโยชน์จากเออีซีนั้น สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำความรู้จักในแง่ของลูกค้าว่าเป็นใคร อยู่ที่ไหน รู้จักคู่แข่งขันว่าคิดอะไร เตรียมจะทำอะไร และรู้จักศักยภาพของตัวเอง
“ผู้ประกอบการต้องเตรียมยุทธศาสตร์เหล่านี้ให้แล้วเสร็จและนำเสนอให้คณะกรรมการบริษัทพิจารณา เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้จะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบถาวร โดยอาเซียนจะเป็นเขตเศรษฐกิจที่มีการขยายตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มประเทศยุโรปประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ”
สำหรับกลุ่มธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตยุโรป จะเป็นกลุ่มทางด้านส่งออกเป็นหลัก แต่หากกลุ่มธุรกิจที่จะสามารถแสวงหาประโยชน์จากการเปิดเออีซี จะครอบคลุมในหลายธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องใช้ในครัวเรือน สินค้าวัตถุดิบ หรือแม้แต่สินค้าวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากประชากรในกลุ่มประเทศอาเซียนมีวัฒนธรรมการบริโภคใกล้เคียงกัน แต่สิ่งท้าทายจะอยู่ที่การผลิตสินค้าให้ออกมาเป็นที่ต้องการของประชากรจำนวน 600 ล้านคน ได้อย่างไร
“พิชัย ชุณหวชิร” นายกสมาคมวิชาชีพบัญชี กล่าวเสริมว่า ภาคธุรกิจในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมในขณะนี้ ควรเตรียมรับมือด้วยการทำจัดข้อมูลด้านต้นทุนเชิงเปรียบเทียบทางลึกกับประเทศในกลุ่มอาเซียน ว่าในกลุ่มอุตสาหกรรมของเรามีต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้หรือเปล่า
“กานต์ ตระกูลฮุน” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) เปิดเผยว่า นักบัญชีควรมีการเตรียมตัวรับมือการเข้าสู่เออีซี เพราะเป็นอาชีพหนึ่งที่ต้องมีการแข่งขันอย่างเสรี ซึ่งควรสำรวจตัวเองและพนักงานในบริษัทว่ามีความพร้อมมากน้อยขนาดไหนทั้งในภาษาและทักษะอื่นๆ เนื่องจากอนาคตต้องมีการทำงบที่มากและซับซ้อนขึ้น เพราะบริษัทที่ไปลงทุนจะมีขนาดที่เติบโตขึ้น
“สุพจน์ สิงห์เสน่ห์” ประธานคณะอนุกรรมการศึกษาและติดตามผลกระทบเออีซีต่อวิชาชีพ สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์เปิดเผยว่า การที่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอาจเลื่อนกรอบเวลาให้ความร่วมมือเป็นวันที่ 31 ธ.ค. 2558 จากปัจจุบันกำหนดวันที่ 1 ม.ค. 2588 ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย เพราะปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่มีการเข้าไปลงทุนต่างประเทศอยู่แล้ว และทุกประเทศก็ยังต้องเดินหน้าต่อไป เพราะถ้าไม่ทำจะลดขีดความสามารถการแข่งขันของตัวเอง
สำหรับนักบัญชีซึ่งเป็น 1 ใน 7 อาชีพที่เป็นแรงงานมีฝีมือมีข้อตกลงกันสามารถทำงานอย่างเสรี ถือว่านักบัญชีไทยมีความพร้อมในระดับหนึ่ง เพราะได้เตรียมตัวปรับระบบบัญชีเป็น IFRS ตามหลักสากลแล้ว เพราะเออีซีได้ตกลงกันแล้วว่าต้องใช้ตามระบบสากล เพียงแต่สิ่งที่ไทยต้องเริ่มดำเนินการ คือ การทำระบบบัญชี IFRS สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการแปลจากต้นฉบับ และคาดว่าจะเริ่มให้ข้อมูลกับสมาชิกได้ต้นปี 2556 และมองว่าน่าจะเตรียมตัวรับมือเออีซีทันภายใน 2 ปีที่เหลือนี้ นอกจากนี้ไทยควรใช้โอกาสในฐานะที่มีความสามารถแข่งขันอันดับ 3 ของอาเซียนในการรุกไปสู่ประเทศพม่า เพราะเป็นประเทศที่การลงทุนกำลังเข้าไปมากหลังพม่าเปิดประเทศ ซึ่งนักวิชาชีพบัญชีจะไปได้ด้วยการตามบริษัทที่มีการลงทุนไป แม้บริษัทบัญชีไทยอาจเสียเปรียบทางด้านความรู้และแบรนด์ของสำนักงานบัญชีที่สู้กับประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียไม่ได้ แต่ไทยได้เปรียบที่มีราคาถูกกว่า
“ชนิตร ชาญชัยณรงค์” รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า จากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่าในช่วงปี 2549-2553 บริษัทจดทะเบียนในกลุ่ม SET100 มูลค่าการลงทุนในอาเซียนนั้น มีการลงทุนในประเทศลาวมากที่สุด ด้วยจำนวน 1.8 หมื่นล้านบาท รองลงมาเป็นเวียดนาม จำนวน 7,413 ล้านบาท กัมพูชา 2,358 ล้านบาท
สาเหตุที่มีการลงทุนในลาวเป็นจำนวนที่สูง เพราะเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนจากน้ำ ถ่านหิน เป็นต้น
ในปี 2554 บริษัทจดทะเบียนไทย 102 บริษัทมีการลงทุนในอาเซียนรวม 401 บริษัท และเป็นการลงทุนในอินโดจีน 162 บริษัท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกลุ่มพลังงาน







