
คลังดันออกกฎหมายหนุนศก.สีเขียว
เสนอให้เก็บภาษีสิ่งแวดล้อม ทำโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่
เสนอให้เก็บภาษีสิ่งแวดล้อม ทำโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่
คลังเตรียมผลักดัน 3 มาตรการส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว “เก็บภาษีสิ่งแวดล้อมปรับโครงสร้างภาษีรถอิงปล่อยก๊าซคาร์บอน-ลดหย่อนภาษีหนุนลงทุนวิจัย”
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังมีแผนที่จะออกมาตรการทางการคลัง เพื่อสนับสนุนการดูแลสิ่งแวดล้อมและการประหยัดพลังงานเพิ่มเติมในอีก 3 แนวทางหลักๆ
แนวทางแรก มาตรการทางการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังได้จัดทำร่างกฎหมายและอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นของคณะกรรมการกฤษฎีกา อย่างไรก็ตาม ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าควรพิจารณาให้รอบคอบ โดยให้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำหนดรายละเอียด ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร
สำหรับสาระสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าวคือ จะมีการกำหนดอัตราภาษีที่จะจัดเก็บเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อัตราภาษีผลิตภัณฑ์ ค่าธรรมเนียมที่ปล่อยมลพิษ การซื้อขายสิทธิในการปล่อยมลพิษ หรือคาร์บอนเครดิต รวมถึงการวางเงินค้ำประกัน กรณีโรงงานมีความเสี่ยงก่อให้เกิดมลพิษและการซื้อขายคาร์บอนเครดิต
ในร่างกฎหมายที่จะออกใหม่นี้ จะเปิดทางให้คลังสามารถออกมาตรการเพิ่มเติมในการดูแลสิ่งแวดล้อมด้วย และเมื่อผ่านร่างกฎหมายนี้ การดูแลด้านสิ่งแวดล้อมจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
แนวทางที่สอง อยู่ระหว่างการศึกษาคือ การปรับแนวทางการจัดเก็บภาษีรถยนต์ให้สอดคล้องกับการประหยัดพลังงานและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากปัจจุบันอัตราภาษีจะคิดตามจำนวนซีซีของเครื่องยนต์ หากรถยนต์มีซีซีสูงอัตราภาษีก็จะสูงไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีรถยนต์บางชนิดที่มีซีซีสูง แต่สามารถปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ต่ำ ขณะที่มีรถยนต์ที่ซีซีต่ำลงมา แต่มีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนในจำนวนสูง
ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และจะให้เวลาแก่ผู้ประกอบการในการเตรียมตัว เพื่อการผลิตให้สอดคล้องกับทิศทางภาษี หรือประมาณ 3-4 ปี ทั้งนี้ ขณะนี้ ผู้ประกอบอุตสาหกรรมรถยนต์ก็ได้เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว โดยจะมีการลงทุนเพิ่มเติม เพื่อรองรับนโยบายดังกล่าว
แนวทางที่สาม ส่งเสริมให้ภาคเอกชนทำวิจัยเพื่อประหยัดพลังงานและดูแลสิ่งแวดล้อมให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์ โดยอนุญาตให้นำเงินลงทุนมาหักลดหย่อนเป็นค่าใช้จ่ายจำนวน 2 เท่าของค่าใช้จ่ายจริง
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ขณะนี้มีความยุ่งยากในการตรวจสอบ พิจารณาลดหย่อนภาษี ทางคลังจึงประสานกับสถาบันวิจัยต่างๆ ให้มาขึ้นทะเบียนกับสถาบันวิจัยแห่งชาติ และแนะนำให้ภาคเอกชนใช้บริการของสถาบันวิจัยเหล่านั้น เพื่อให้สามารถตรวจสอบเม็ดเงินลงทุนที่จะนำมาลดหย่อนภาษีได้อย่างชัดเจน







