
พระเทพฯรับสั่ง'คน'คือองค์ประกอบหลักขับเคลื่อนสังคมสีเขียว
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำรัสเปิดการประชุมประจำปี 2555
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำรัสเปิดการประชุมประจำปี 2555
ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เมื่อวานนี้ เรื่อง “อนาคตประเทศไทยบนเส้นทางสีเขียว” โดยมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า องค์ประกอบที่ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมสีเขียว คือ “คน”
“การขับเคลื่อนประเทศไปสู่สังคม ประเทศชาติสีเขียว ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่างในจำนวนนี้ ‘คน’ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญว่าประเทศชาติจะไปทางใด การส่งเสริมความรู้ ความสามารถ ความคิด คุณธรรมทางสังคม เพื่อเป็นพลังของประเทศ เป็นเรื่องที่ต้องจัดการ”
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สศช. ระบุว่า คนทั่วไปมักเข้าใจว่าสังคมสีเขียวเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ แต่สังคมสีเขียวเป็นคำแทนแนวคิดความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม สติปัญญาและความรู้ของคน โดยเฉพาะการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ต้องมีการใช้ทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพและไม่กระทบต่อระบบนิเวศ
อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนสังคมสีเขียวไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะปัจจุบันสังคมไทยหลายส่วนเสียสมดุล เช่น ความเท่าเทียมและการกระจุกตัวของถือครองที่ดิน เพราะคน 10% ถือครองที่ดินส่วนใหญ่ของประเทศ ในขณะที่เศรษฐกิจไทยพึ่งพาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้ไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับที่ 24 ของโลก
นอกจากนี้ กระบวนการผลิตสินค้าทุกขั้นตอนสร้างขยะ 10 ล้านตันต่อปี และเป็นขยะที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้เพียง 20% เช่นเดียวกับสุขภาพของคนไทย ที่พบว่าการบริโภคอาหารที่ไม่มีคุณภาพและปนเปื้อน ทำลายสุขภาพของคนไทย และเผชิญกับ 5 โรค คือ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ เส้นเลือดตีบในสมอง ความดันโลหิตสูง และโรคไตวาย
อาคม เสนอว่า การขับเคลื่อนสังคมสีเขียว ต้องดำเนินการทั้งในส่วนการบริโภคและการผลิต เพราะหากผู้ผลิตไม่ปรับรูปแบบการผลิต หรือพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตร หรือลดการสูญเสียด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้บริโภคเองต้องมีส่วนร่วมในการกระตุ้น ส่วนภาครัฐ รัฐบาลต้องเร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดการใช้พลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน
พร้อมกันนั้น รัฐบาลต้องมีมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการสร้างสังคมสีเขียว สนับสนุนอาชีพสีเขียว เช่น โรงงานกำจัดของเสียและมีนโยบายการคลังเพื่อสนับสนุนธุรกิจสีเขียว
&<2288;
ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ประธานกรรมการบริหารสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) ระบุว่า การขับเคลื่อนด้านเกษตรสีเขียวให้สำเร็จ จะต้องสร้างอุปสงค์ในประเทศด้วย หากผลิตสินค้าเกษตรปลอดสารพิษ แต่เน้นส่งออกในขณะที่ตลาดโลกมีปัญหาก็จะขายไม่ได้
ขณะเดียวกันการผลิตสินค้าเกษตรสีเขียวต้องใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพและสร้างแบรนด์ใหม่ที่เป็นของไทย อาทิ สินค้าโอท็อปที่มีเป็นพันๆ รายการ ทำอย่างไรที่จะมีสินค้าสีเขียวที่กระบวนการผลิต ขนส่ง และการขายไม่ก่อมลพิษ ส่วนภาครัฐต้องมีส่วนในการสนับสนุนด้วย เช่น การจัดซื้อสินค้าสีเขียว ไม่ใช่มุ่งแต่ราคาและการแข่งขัน
อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม กล่าวว่า ตนเห็นด้วยที่รัฐบาลยกเลิกการใช้น้ำมันเบนซิน 91 ในต้นปีหน้า เพราะจะทำให้มีการใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น เช่น เอทานอล ขณะที่การสร้างสังคมสีเขียวควรมุ่งเน้นไปที่การทำให้คนมีงานทำและมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย
“หากไทยใช้น้ำมันเบนซินที่มีเอทานอลผสมอยู่ในทุกตัวจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1.5 ล้านตันต่อปี ลดการสูญเสียเงินตราให้ต่างประเทศได้ 4 หมื่นล้านบาท ขณะที่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน อ้อย มันสำปะหลัง 8 แสนครัวเรือนมีรายได้” อนุสรณ์ กล่าว
สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้อำนวยการสถาบันศศินทร์ กล่าวว่า หากไทยต้องการปรับตัวเองเป็นสังคมสีเขียว สิ่งที่ต้องทำก่อน คือ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่สมดุล พร้อมทั้งต้องปรับกรอบแนวคิดของคนในสังคมใหม่ เช่น แทนที่มุ่งแต่เอาชนะธรรมชาติหรือชนะคนอื่น แต่ต้องคนจะอยู่กับธรรมชาติและอยู่ร่วมกับคนอื่นได้
“หากสังคมไทยไม่มีประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ หรือเป็นประชาธิปไตยเศรษฐกิจแบบซ้อนรูป ไม่มีการแข่งขันที่แท้จริง จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ได้ และการบริโภคภายในก็ไม่เกิด” สุวิทย์ กล่าว
สุวิทย์ กล่าวว่า การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวต้องไม่ใช่นโยบายรถคันแรก แต่ต้องเป็นบ้านหลักแรกมากกว่า ต้องให้โอกาสเอสเอ็มอีได้เติบโต เช่น สหรัฐมีนโยบายกำหนดเลยว่า รัฐบาลต้องซื้อสินค้าจากเอสเอ็มอีในสัดส่วนเท่าไหร่
ขณะเดียวกันการขับเคลื่อนสังคมสีเขียวต้องอยู่บนกติกาที่เท่าเทียมกันโดยเฉพาะในเรื่องการเมือง ไทยจะต้องมีรัฐบาลที่มีความน่าเชื่อถือ มีคุณธรรม มีความชอบธรรม และมีความสามารถ เพราะที่ผ่านมาจะเห็นว่าบางรัฐบาลเก่งด้านจริยธรรม แต่ไม่ชอบธรรม บางรัฐบาลมีความสามารถ แต่มีปัญหาจริยธรรม
“ผมอยากให้คนไทยเกิดสำนึกส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว ทำให้คนยืนอยู่ได้บนขาของตัวเอง เและอยากให้ สศช. ต้องลงมาแตะการเมืองบ้าง เช่น คนที่ได้โอกาสแล้วต้องพอและปัน ส่วนคนที่ไม่พอต้องเติม สังคมจึงจะน่าอยู่ เป็นสังคมสีเขียวอย่างแท้จริง แต่วันนี้เราพูดถึงสังคมสีเขียว แต่กลับทำนโยบายประชานิยม ซึ่งส่วนทางกัน” สุวิทย์ กล่าว
ขณะที่ มิ่งสรรพ์ ขาวสะอาด ผู้อำนวยการสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า รัฐบาลมีนโยบายรักษาสิ่งแวดล้อมด้านพลังงาน แต่กลับออกนโยบายรถยนต์คันแรกให้ออกมาผลาญน้ำมันเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นนโยบายที่สวนทางกันชัดเจน







