posttoday
FedและECBออกมาตรการ"ซื้อเวลา"

FedและECBออกมาตรการ"ซื้อเวลา"

06 กันยายน 2555

สวัสดีครับทุกท่าน ก่อนอื่นต้องขออภัยทุกท่านที่เป็นแฟนคอลัมน์ของผม เนื่องจากผมติดภารกิจต่อเนื่องจึงไม่ได้เขียนบทความลง Posttoday มา 2 สัปดาห์

โดย...สุกิจ อุดมศิริกุล

สวัสดีครับทุกท่าน ก่อนอื่นต้องขออภัยทุกท่านที่เป็นแฟนคอลัมน์ของผม เนื่องจากผมติดภารกิจต่อเนื่องจึงไม่ได้เขียนบทความลง Posttoday มา 2 สัปดาห์

อย่างไรก็ตาม ผมตั้งข้อสังเกตว่าประเด็นสำคัญส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นแทบตลอดเดือน ส.ค. จนถึงปัจจุบัน คือ “ความคาดหวัง” เกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งของสหรัฐและยุโรป โดยเฉพาะมาตรการที่นักลงทุนในตลาดกด Like ให้คือ มาตรการในการซื้อสินทรัพย์ หรือจะเรียกว่าซื้อพันธบัตรก็ได้ (Bond Purchase Program)

แต่ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ทั้ง Fed และ ECB ดูเหมือนจะออกมาตรการในการ “ซื้อเวลา” มากกว่าซื้อพันธบัตร เนื่องจากมักจะพูดในลักษณะให้ความหวังกับนักลงทุนว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังคงมีความสำคัญและจำเป็นที่จะต้องออกมาเพิ่มเติม...แต่บนเงื่อนไขว่าต้องอยู่ในเวลาที่เหมาะสมและจำเป็นเท่านั้น

ทั้งนี้เวลาที่เหมาะสมและจำเป็นนี่แหละเป็นสิ่งที่จับต้องยาก แต่คำกล่าวดังกล่าวก็ช่วยหล่อเลี้ยงไม่ได้ ตลาดหุ้นผิดหวังและปรับตัวลดลงรุนแรง

ผมคิดว่าเราสามารถตีความคำแถลงของ Fed และ ECB ได้อีกนัยหนึ่งได้ว่า การที่ยังคงไม่ออกมาตรการชุดใหม่ ก็น่าจะตีความได้ว่าภาวะเศรษฐกิจและตลาดการเงินยังคงไม่อยู่ในภาวะเสี่ยง จึงไม่จำเป็นต้องออกมาตรการในช่วงนี้...ซึ่งก็ถือว่าเป็นข่าวดี

สำหรับความเห็นส่วนตัวของผม ซึ่งถือว่าเป็นนักวิเคราะห์ที่มองโลกค่อนไปทางด้านบวก ก็เคยคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐและยุโรปจำเป็นต้องออกมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพื่อมารับมือกับวิกฤตการเงิน

โดยสิ่งที่ผมคาดหวังได้เกิดขึ้นจริงในช่วงปลายปี 2554 จากการที่ ECB ออกมาตรการ Long Term Refinancing Operation (LTRO) หรืออาจจะกล่าวง่ายๆ คือ การที่ ECB ปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำให้กับธนาคารพาณิชย์ในยุโรปเป็นระยะเวลา 36 เดือน เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวธนาคารพาณิชย์ในยุโรปเริ่มมีปัญหาการขาดสภาพคล่อง

FedและECBออกมาตรการ"ซื้อเวลา"

 

แต่สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน ผมกลับเห็นว่าวิกฤตหนี้ในยุโรปและเศรษฐกิจในสหรัฐยังคงไม่ได้ย่ำแย่และมีความเสี่ยงมากเท่ากับที่เคยเกิดขึ้นในปี 2554 โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ได้มีสัญญาณว่าสถาบันการเงินจะเกิดปัญหาการขาดสภาพคล่อง (กราฟประกอบ)

ดังนั้น ผมจึงเห็นว่า Fed และ ECB อาจไม่จำเป็นต้องเร่งรีบในการออกมาตรการเพิ่มเติมในช่วงนี้ จนกว่าจะเห็นสัญญาณของความเสี่ยงที่ชัดเจน เพราะต้องไม่ลืมว่าการออกมาตรการมีต้นทุนสูง รวมถึงทรัพยากรของทั้ง Fed และ ECB เริ่มมีจำกัด ดังนั้น ผมเชื่อว่าธนาคารกลางทั้ง 2 แห่งคงต้องเก็บทรัพยากรไว้ใช้ในยามที่จำเป็นเท่านั้น

และที่สำคัญหากฟังคำแถลงของ เบน เบอร์แนนคี ที่เมือง Jackson Hole ในวันศุกร์ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าเขาเองก็ยอมรับว่ามาตรการที่ผ่านมาเป็นการทำแบบ Learning By Doing รวมถึงตระหนักว่ามีความเสี่ยงหลายประการที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้มาตรการ QE เพียงแต่ในช่วงที่ผ่านมามาตรการยังคงให้ผลลัพธ์ในเชิงบวก

ผมอยากให้นักลงทุนตีความให้ดีๆ กับคำว่า Learning By Doing นั้นหมายความว่า เบน เบอร์แนนคี เองก็ไม่ได้มั่นใจมากนักว่าผลลัพธ์จากการออกมาตรการ QE จะเป็นอย่างไรในตอนแรก

โดยสรุปในความเห็นส่วนตัวของผม ผมเชื่อว่าการประชุม ECB ในวันที่ 6 ก.ย. และการประชุม FOMC วันที่ 1213 ก.ย. ไม่น่าจะมีการออกมาตรการในลักษณะของการอัดฉีดเม็ดเงินใหม่ประเภท QE หรือ LTRO หากมีการออกมาตรการใหม่คาดว่าจะเป็นมาตรการที่ไม่รุนแรงนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐ

ส่วนในยุโรปในช่วงนี้ผมคาดหวังเกี่ยวกับเรื่องการจัดตั้งกองทุน ESM มากกว่า ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนีจะมีการตัดสินว่าการจัดตั้งดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ในวันที่ 12 ก.ย.นี้ โดยหากขัดก็คงต้องนำเรื่องการจัดตั้ง ESM กลับไปที่สภาของเยอรมนีเพื่อแก้ไขใหม่

สาเหตุที่ผมให้ความสำคัญกับการตั้ง ESM เนื่องจากกองทุนดังกล่าวถือว่ามีบทบาทสำคัญในการเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาวิกฤตหนี้ภาครัฐและสถาบันการเงินในยุโรปอย่างแท้จริงและเป็นระบบ

โดยกองทุนดังกล่าวสามารถเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลในตลาดแรกได้อย่างถูกต้อง (ทำให้ ECB อาจต้องรอฟังผลการตัดสินของศาลด้วย) โดยเฉพาะประเทศที่ต้องการเงินมากอย่างสเปน เนื่องจากสมาชิกในยูโรโซน 17 ประเทศ ได้มีการจัดตั้งกลไกดังกล่าวขึ้นมาในปี 2554

ปัจจุบันกองทุนดังกล่าวยังคงเป็นกองทุนชั่วคราว หรือ EFSF แต่สมาชิกยูโร 17 ประเทศ จะยกระดับ EFSF ขึ้นเป็น ESM ในปี 2556

ด้านราคาสินทรัพย์เสี่ยง ในช่วงเดือน ส.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่นักลงทุนกลับมาคาดหวังเกี่ยวกับเรื่องการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐ (QE 3) และ ECB (การซื้อพันธบัตร) นั้น พบว่าราคาน้ำมันดิบตลาดไนเมกซ์เพิ่มขึ้นมากที่สุดสูงถึง 9.5% ตามมาด้วยราคาทองคำที่เพิ่มขึ้น 4.8% SET Index เพิ่มขึ้น 2.3% และ S&P500 เพิ่มขึ้น 1.9% โดย SET Index เริ่มปรับตัวขึ้นจากระดับบริเวณ 1,200 จุด ในช่วงต้นเดือน ส.ค. โดยปรับขึ้นมาบริเวณ 1,230-1,240 จุด ซึ่งตีความได้ว่า SET Index ได้สะท้อนความหวังไปแล้ว 30-40 จุด

ดังนั้น หากผิดหวังก็มีโอกาสที่ SET จะปรับตัวลดลงไปบริเวณ 1,200 จุด ซึ่งมีโอกาสสูง

แต่หากมาตรการซื้อเวลาของ Fed และ ECB ยังคงทำให้นักลงทุนมีความหวังต่อไป SET ก็อาจจะลดลงไม่มากบริเวณ 1,212 จุด

ทั้งนี้ อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า ผมให้น้ำหนักกับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนีเกี่ยวกับการตั้งกองทุน ESM ซึ่งหากศาลอนุมัติ SET มีโอกาสทำ New High ได้ครับ

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ในช่วงที่ตลาดปรับตัวขึ้นนั้น ผมแนะนำลดความเสี่ยง โดยการแบ่งพอร์ตขายทำกำไร เพราะเชื่อว่าตลาดมีโอกาสอ่อนตัวลงเพื่อปรับฐานหลังจากปรับตัวขึ้นมาพอสมควร

รวมถึงการขึ้นเครื่องหมาย XD ของหุ้นหลักๆ ส่วนใหญ่หมดแล้ว ทำให้แรงจูงใจในการถือหุ้นลดลง

ขณะที่ค่า PER ของตลาดเริ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยค่า PE ของผลการดำเนินงานจริงอยู่ที่ 17.3 เท่า ส่วนค่า PE ของผลการดำเนินที่คาดการณ์ในปี 2555 อยู่สูงเกิน 13 เท่า

ทั้งนี้ถือว่าไม่แพงสำหรับการลงทุนในระยะ 6-12 เดือน โดยผมยังคงเป้าหมายของ SET Index ในปี 2555 ที่ระดับ 1,300 จุด แต่ระดับ SET เริ่มแพงสำหรับการลงทุนระยะสั้น

ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมเองน่ะครับ

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก