
ดันเอสเอ็มอีไทยรุก5ประเทศอาเซียน
กสอ.พาเอสเอ็มอีเชื่อมโยงเครือข่าย เจาะ 5 ประเทศอาเซียน ตั้งเป้าพาผู้ประกอบการ 600 ราย จับคู่ธุรกิจฝึกอบรม
กสอ.พาเอสเอ็มอีเชื่อมโยงเครือข่าย เจาะ 5 ประเทศอาเซียน ตั้งเป้าพาผู้ประกอบการ 600 ราย จับคู่ธุรกิจฝึกอบรม
นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เปิดเผยภายในการสัมมนา “รุกยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมพร้อมรับปัจจัยเสี่ยง ความท้าทายเอสเอ็มอีไทยในตลาดอาเซียน” ว่า กรมฯ ได้สนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) อย่างต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณ 2556 จะเน้นจัดกิจกรรมเจาะตลาดอาเซียนใน 5 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม และอินโดนีเซีย เพื่อสร้างความเชื่อมโยงของผู้ประกอบการไทยไปยังประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
สำหรับปีงบประมาณ 2555 ได้เริ่มกิจกรรมเบื้องต้นไปแล้ว โดยพาผู้ประกอบการไปสร้างเครือข่ายได้ 200 ราย และในปี 2556 ตั้งเป้าพาผู้ประกอบการไป 600 ราย เน้นการจับคู่ธุรกิจ สร้างเครือข่ายให้ผู้ประกอบการ จัดการแลกเปลี่ยนบุคลากร พาผู้เชี่ยวชาญของไทยออกไปอบรมในประเทศเป้าหมาย และพาผู้เชี่ยวชาญของต่างชาติเข้าอบรมในประเทศไทย ซึ่งเมื่อถึงเวลาเริ่มต้นเออีซีในปี 2558 เอสเอ็มอีไทยจะมีเครือข่ายธุรกิจในอาเซียนแล้ว
ทั้งนี้ สาเหตุที่เลือกเจาะตลาดทั้ง 5 ประเทศดังกล่าว เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ค้าขายกันอยู่แล้ว รู้จักสินค้าของกันและกัน ซึ่งจะทำให้เข้าใจกันง่ายและพร้อมจะจับคู่ธุรกิจกัน โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่ถือเป็นตลาดใหญ่สุดในอาเซียน มีความต้องการสินค้าสูง หากสร้างเครือข่ายได้จะดีต่อเอสเอ็มอีของไทย
ขณะที่ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการจะเข้าร่วมโครงการการเชื่อมโยงธุรกิจ จะต้องเป็นผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการเอสเอ็มอีโรดแมปของกรมฯ อยู่แล้ว เพราะการเชื่อมโยงธุรกิจเป็นกิจกรรมต่อเนื่องมาจากกิจกรรมอื่นของโครงการ โดยในปีงบประมาณ 2556 นี้ กรมฯ จะดำเนินการโครงการเอสเอ็มอีโรดแมปพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าสู่เออีซีต่อ ซึ่งได้รับอนุมัติงบประมาณ 180 ล้านบาท เพื่อใช้ทำโรดแมปให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเพิ่มอีก 4 หมื่นราย จัดการพัฒนาผู้ประกอบการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาบุคลากรในสถานประกอบการให้พร้อมต่อเออีซี และสุดท้ายสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในเออีซี
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ในการเข้าสู่เออีซีผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวเข้าสู่การผลิตที่มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับ และเข้าสู่มาตรฐานสากล มีการดูแลต้นทุนที่ดี โดยเฉพาะต้นทุนโลจิสติกส์และต้องใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงของอาเซียนให้ได้สูงสุด รวมทั้งสร้างตราสินค้าและออกแบบให้แตกต่างมีเอกลักษณ์ เพื่อแข่งขันในตลาดอาเซียน
“เออีซีมีทั้งโอกาส และความเสี่ยง ที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมพร้อม และปรับตัวต้องรู้จักวิธีกระจายความเสี่ยง หาช่องทางตลาดใหม่ๆ จะออกไปรุกต่างประเทศ หรือตั้งรับอยู่ในประเทศก็ต้องปรับปรุงตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าขณะนี้จะมีเศรษฐกิจเข้ามาทำให้การปรับตัวยากลำบาก แต่ก็ต้องทำ” นายธนวรรธน์ กล่าว







