
ไทยพาณิชย์ยันหุ้นน่าสน
ชวนเงินพันธบัตรออมทรัพย์แบ่งมาลงทุน เน้นตัวปันผลสูงอสังหาฯเป้าปีหน้า1,430
ชวนเงินพันธบัตรออมทรัพย์แบ่งมาลงทุน เน้นตัวปันผลสูงอสังหาฯเป้าปีหน้า1,430
บิ๊กเครือไทยพาณิชย์ ช่วยจัดพอร์ตลงทุนให้เงินพันธบัตรออมทรัพย์ “สุกิจ” แนะหุ้นยังน่าสนใจ เน้นอสังหาริมทรัพย์ เป้าดัชนีปีหน้า 1,430 “โชติกา” เตือนมองความเสี่ยงด้วย
นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไทยพาณิชย์ กล่าวในงานสัมมนาหัวข้อ “พันธบัตรครบอายุ ลงทุนอะไรดี” ว่า การที่พันธบัตรช่วยชาติมูลค่า 2 แสนล้านบาท ครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมา แต่รัฐบาลได้ออกพันธบัตรออมทรัพย์ชุดใหม่มารองรับเพียงแค่ 8 หมื่นล้านบาท ทำให้มีสภาพคล่องส่วนเกินที่ต้องหาแหล่งลงทุนจำนวน 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะไหลเข้าไปในตลาดตราสารหนี้และอาจมีบางส่วนที่ไหลเข้ามาในตลาดหุ้น
สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ เชื่อว่าการลงทุนในหุ้นยังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะหากพิจารณาจากสถิติย้อนหลัง 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงถึง 20% ต่อปี
ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่พึ่งพิงการบริโภคในประเทศ เช่น กลุ่มโรงพยาบาล ค้าปลีก อาหาร ให้ผลตอบแทนสูงเกิน 1,000% ส่วนกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีให้ผลตอบแทนประมาณ 438453% ดังนั้นการลงทุนในหุ้นนอกจากคำนึงถึงความเสี่ยงแล้วยังต้องเลือกลงทุนให้ถูกกลุ่มอุตสาหกรรมด้วยจึงจะได้กำไรสูงสุด
อย่างไรก็ตาม เห็นว่าการลงทุนในหุ้นปัจจุบันควรเป็นการลงทุนระยะสั้นถึงช่วงสิ้นปีนี้ เพราะราคาขึ้นอีกไม่มากนัก ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นใกล้เป้าหมาย 1,300 จุดแล้ว จึงต้องเน้นลงทุนในหุ้นปันผลสูงที่ให้อัตราตอบแทนไม่ต่ำกว่า 5% และเลือกตัวที่ราคายังขึ้นไม่มาก เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
ขณะที่ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยปี 2556 ดัชนีหุ้นมีเป้าหมายเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 1,430 จุด คาดระดับพี/อี 13 เท่า โดยคาดว่ากำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไม่รวมกลุ่มพลังงานจะโต 25% แต่หากรวมกลุ่มพลังงานจะโตประมาณ 20% แต่ต้องรอประเมินสถานการณ์ยุโรปและการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐอีกครั้ง
ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะมีกำไรโตสูงสุดในปี 2556 คือ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว โดยมีกำไรโต 84% รองลงมาคือ ยานยนต์ 60% อสังหาริมทรัพย์ 45% และค้าปลีก 27%
ด้านกลุ่มอสังหาริมทรัพย์จะโดดเด่น จากการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ยังมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ราคาหุ้นกลุ่มนี้ยังเพิ่มขึ้นไม่มาก โดยหุ้นที่น่าสนใจ คือ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) บริษัท ซิโนไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น(STEC) และบริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ เป็นต้น
น.ส.โชติกา สวนานนท์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า นักลงทุนควรจัดพอร์ตลงทุนให้ดี โดยคำนึงถึงความเสี่ยงและผลตอบแทนที่รับได้ โดยบลจ.ไทยพาณิชย์ มีรูปแบบการจัดพอร์ตที่แบ่งความเสี่ยงออกเป็น 3 ระดับ คือ เสี่ยงสูง สามารถรับผลขาดทุนได้ไม่เกิน 15% ซึ่งจะให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้น และให้ผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 7.2% ต่อปี เสี่ยงปานกลาง รับผลขาดทุนได้ไม่เกิน 10% และให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 6.3% ต่อปี จะลงทุนในหุ้นน้อยลง และเสี่ยงต่ำ สำหรับนักลงทุนที่รับผลขาดทุนได้ไม่เกิน 5% ซึ่งจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5.2% ต่อปี ลงทุนในหุ้นน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเลือกลงทุนในตราสารหนี้และพันธบัตรรัฐบาล







