
เอสทีจีปรับสู้บันเทิงในบ้านวูบหนัก
ธุรกิจโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์วูบ เอสทีจีปรับแผนจากผู้ซื้อเป็นผู้ผลิต เตรียมลงทุนเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก สร้างสารคดีเกี่ยวกับไทยแย้มปีหน้าผุดทีวีดาวเทียมใหม่ 6 ช่อง
ธุรกิจโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์วูบ เอสทีจีปรับแผนจากผู้ซื้อเป็นผู้ผลิต เตรียมลงทุนเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก สร้างสารคดีเกี่ยวกับไทยแย้มปีหน้าผุดทีวีดาวเทียมใหม่ 6 ช่อง
นายจักรพงษ์ สุธีสถาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสทีจี มัลติมีเดีย กล่าวว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์มีมูลค่าลดลงจากกว่า 6,000 ล้านบาท ปัจจุบันเหลือแค่ 4,000 ล้านบาท บริษัทจึงต้องปรับตัวจากการดำเนินธุรกิจโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์เป็นหลัก สู่การเป็นผู้ให้บริการคอนเทนต์และมีแผนสร้างคอนเทนต์เป็นของตัวเอง
ทั้งนี้ ล่าสุดบริษัทมีโครงการร่วมมือกับบริษัทแม่ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก หรือแนทจีโอ (NATGO) ในต่างประเทศ เพื่อลงทุนร่วมกันผลิตรายการสารคดีพิเศษ โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับประเทศไทย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่บริษัทในท้องถิ่นได้ร่วมมือผลิตรายการกับแนทจีโอ หลังจากที่เอสทีจีได้เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ของแนทจีโอในไทยมากว่า 12 ปี
“ความร่วมมือดังกล่าวอยู่ระหว่างขั้นตอนการผลิต คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดตัวเป็นทางการได้ภายในไตรมาสสุดท้ายปีนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่บริษัทได้ร่วมมือด้านการผลิตกับผู้ผลิตสารคดีระดับโลกอย่างแนทจีโอ” นายจักรพงษ์ กล่าว
นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการลงทุนสร้างสตูดิโอและสำนักงาน ใหญ่แห่งใหม่ ย่านพุทธมณฑลสาย 2 โดยใช้งบลงทุน 250 ล้านบาท เพื่อรองรับกับการขยายธุรกิจด้านการผลิตคอนเทนต์ในช่วง 5 ปีข้างหน้า
นายจักรพงษ์ กล่าวว่า ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป บริษัทจะทยอยเปิดตัวช่องรายการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมอีก 6 ช่อง ออกอากาศทั้งระบบบอกรับสมาชิก หรือเพย์ทีวี และออกอากาศแบบฟรี ทู แอร์ เพื่อขยายฐานผู้ชมให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย เช่น ช่องเอเชียนซีรีส์ ช่องภาพยนตร์ฮอลลีวูด จากปัจจุบันมี 1 ช่องรายการคือ ช่องเจเคเอ็น ที่บริษัทร่วมทุนกับจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่
ปัจจุบัน บริษัท เอสทีจี มัลติมีเดีย แบ่งการบริหารคอนเทนต์เป็น 7 กลุ่ม ภายใต้การดูแลของ 4 บริษัทในเครือ ได้แก่ สารคดี ภาพยนตร์ฮอลลีวูด รายการบันเทิงจากเอเชีย รายการบันเทิงไทย รายการเด็ก ทอล์กโชว์และเตรียมเปิดธุรกิจค่ายเพลงเอสทีจี มิวสิกเร็วๆ นี้
สำหรับปีที่ผ่านมา บริษัท เอสทีจี มัลติมีเดีย มีรายได้รวมประมาณ 1,000 ล้านบาท คาดว่าปีนี้จะมีอัตราการเติบโต 15% โดยรายได้หลักมาจากกลุ่มโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์สัดส่วน 60% ซึ่งแต่ละปีใช้งบในการซื้อลิขสิทธิ์กว่า 200 ล้านบาท และในปีหน้าเตรียมงบลงทุนไว้ 500 ล้านบาท







