posttoday
นพ.ประวทย์ ลี่สถาพรวงศา มองข้ามช็อตเตรียมรับ 4จี

นพ.ประวทย์ ลี่สถาพรวงศา มองข้ามช็อตเตรียมรับ 4จี

01 กันยายน 2555

ระหว่างเวทีเสวนาสาธารณะ NBTC Public Forum เรื่อง “สัมปทานบริการมือถือสิ้นสุดจะคุ้มครองผู้บริโภคอย่างไร” ที่กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. จัดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการถกเถียงและทำความเข้าใจระหว่างตัวแทนผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือและผู้ประกอบการ ว่ามีแนวทางการดำเนินการอย่างไร หลังสัมปทานมือถือสิ้นสุดลง

ระหว่างเวทีเสวนาสาธารณะ NBTC Public Forum เรื่อง “สัมปทานบริการมือถือสิ้นสุดจะคุ้มครองผู้บริโภคอย่างไร” ที่กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. จัดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการถกเถียงและทำความเข้าใจระหว่างตัวแทนผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือและผู้ประกอบการ ว่ามีแนวทางการดำเนินการอย่างไร หลังสัมปทานมือถือสิ้นสุดลง

ทั้งนี้ เนื่องจากช่วงสิ้นเดือน ก.ย. 2556 สัมปทานของบริษัท ทรูมูฟ และดิจิตอลโฟน หรือดีพีซี จะสิ้นสุดกับ บริษัท กสท โทรคมนาคม หลังจากได้รับสัมปทานให้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2539 ส่งผลให้คลื่นความถี่รวม 27.5 เมกะเฮิรตซ์ แบ่งเป็น ทรูมูฟ 15 เมกะเฮิรตซ์ และดีพีซี 12.5 เมกะเฮิรตซ์ ต้องคืนกลับมายัง กสทช. เพื่อเปิดประมูลใบอนุญาตให้บริการ หรือไลเซนส์ ให้กับผู้ประกอบการรายใหม่ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่า สิทธิในการบริหารคลื่นความถี่นั้น กสทฯ ในฐานะเจ้าของสัมปทานสามารถที่จะถือครองต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อให้การบริการต่อลูกค้ายังคงดำเนินต่อไปโดยไม่สะดุด หรือต้องคืนกลับมาที่ กสทช. เพื่อเปิดประมูลใหม่ ซึ่งความไม่ชัดเจนนี้เอง ทำให้เอกชนผู้ประกอบการก็ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดว่า ควรต้องปฏิบัติตัวอย่างไร

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช. และกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค. บอกว่า หากยึดตาม พ.ร.บ.กสทช. ทั้ง กสทฯ และทีโอที ที่ให้สัมปทานคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ กับเอไอเอส จะต้องคืนคลื่นความถี่ทั้งหมดกลับมาที่ กสทช. เพื่อเปิดประมูลหาผู้ประกอบการรายใหม่ แต่ระยะเวลาในการคืนคลื่นอาจต้องกำหนดกรอบที่ทำให้เกิดปัญหาการให้บริการกับลูกค้า แต่คงเป็นเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่ง เช่น 6 เดือนเท่านั้น ไม่ใช่ว่า กสทฯ จะสามารถถือครองคลื่นไปจนครบกำหนด 15 ปี ตามที่ กสทช.กำหนดระยะเวลา คืนคลื่นสำหรับกิจการโทรคมนาคม

สำหรับคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์นั้น จะเป็นคลื่นความถี่สำคัญที่สามารถพัฒนาไปสู่เทคโนโลยี 4จี หรือแอลทีอีได้ ซึ่งปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกเริ่มก้าวเข้าสู่แอลทีอีกันบ้างแล้ว ดังนั้นหาก กสทช. มีแผนที่ชัดเจนในเรื่องนี้มากเท่าไร ก็จะยิ่งทำให้ไทยก้าวเข้าสู่ 4จี ได้เร็วมากขึ้นเท่านั้น หลังจากการประมูลไลเซนส์ 3จี ล่าช้าไปมากแล้ว

“จริงๆ ระยะเวลาประมูล 3จี และคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ควรห่างกันแค่ 6 เดือน ซึ่งหมายความว่า ในเดือน เม.ย. 2556 ก็ควรเริ่มเปิดประมูลคลื่น 1800 แล้ว แต่จนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องของคลื่น 1800 ว่าจะดำเนินการอย่างไร” นพ.ประวิทย์ กล่าว

ทั้งนี้ กสทช.ได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดทำโรดแมปเรื่องคลื่นความถี่ทั้งหมด รวมไปถึงคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการเรื่องคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่ใกล้จะหมดอายุด้วย แต่ในมุมมองของผู้ใช้บริการนั้น มั่นใจว่าจะไม่เป็นปัญหาใดๆ ด้วยว่าขณะนี้ผู้ประกอบการก็อยู่ระหว่างการโอนย้ายลูกค้าไประบบใหม่ โดยเฉพาะทรูมูฟที่ทยอยโอนลูกค้าไปอยู่ในระบบทรูมูฟเอช ผ่านบริการคงสิทธิเลขหมาย หรือนัมเบอร์พอร์ทิบิลิตี แต่เนื่องจากระบบรองรับได้เพียง 4,000 เลขหมายต่อวัน ซึ่งอาจทำให้การพอร์ตล่าช้าไปกว่าที่ตั้งเป้าไว้ โดยฐานลูกค้าของทั้งสองรายรวมกันอยู่ที่ 17 ล้านเลขหมาย

นพ.ประวิทย์ กล่าวว่า คลื่นความถี่ที่มีอยู่ทั้งหมดนั้นจะต้องกลับเข้าสู่ระบบการประมูล เพราะถือเป็นทรัพย์สมบัติของประเทศที่ทุกคนเป็นเจ้าของ ดังนั้นหากผู้ประกอบการรายใดต้องการสิทธิที่จะครอบครองคลื่นต้องจ่ายรายได้คืนให้กับรัฐ ซึ่งนอกจากแอลทีอีแล้ว ยังมีคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ของทีโอทีที่จะหมดสัมปทานกับเอไอเอส เดือน ก.ย. 2558 อีก

สำหรับกรณีที่ กสทฯ และทีโอที ต้องการถือครองคลื่นความถี่ต่อไป โดยไม่คืนกลับมาที่ กสทช. และเตรียมยื่นฟ้องนั้น ขึ้นอยู่กับศาลปกครองว่าจะมีความเห็นในเรื่องนี้อย่างไร เพราะการเรียกคืนคลื่นความถี่ของ กสทช. ก็ถือว่าดำเนินการตามบทเฉพาะการของกฎหมายที่กำหนดไว้ จึงต้องให้ศาลเป็นผู้พิพากษาในเรื่องนี้

ขณะที่การประมูลไลเซนส์ 3จี ที่รอให้บอร์ดชุดใหญ่มีมติวันที่ 5 ก.ย. ว่าจะเลือกวันประมูลในวันใดระหว่างวันที่ 15 หรือ 16 ต.ค. ซึ่งดูเหมือนใกล้ความจริงเข้าไปทุกฝีก้าว แต่อย่างไรก็ดีความไม่แน่นอนก็ยังคงอยู่จากผู้ไม่หวังดีที่เตรียมฟ้องล้มประมูลเพราะไม่เห็นด้วยที่ กสทช. มีมติปรับลดเพดานการถือครองคลื่นความถี่จาก 20 เมกะเฮิรตซ์ เหลือ 15 เมกะเฮิรตซ์ แต่ไม่ยอมปรับราคาเริ่มต้นประมูลให้สูงขึ้นเป็น 6,000 ล้านบาท ตามผลการประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเห็นว่าราคา 4,500 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 67% ของมูลค่าคลื่นจริงนั้นเหมาะสมแล้ว

นพ.ประวิทย์ กล่าวว่า แม้โดยส่วนตัวจะไม่เห็นด้วยกับราคาเริ่มต้น 4,500 ล้านบาท แต่ก็ไม่ต้องการให้เกิดการฟ้องร้องเพื่อทำให้การประมูล 3จี ไม่เกิดขึ้น เพราะประเทศไทยต้องการการพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่ควรจะก้าวไปข้างหน้า ซึ่ง กทค. สามารถชี้แจงได้ว่าการกำหนดเพดานคลื่นที่ 15 เมกะเฮิรตซ์ ไม่ใช่การเกลี่ยให้ลงตัวกับ 3 รายเดิม จากจำนวนคลื่นทั้งหมด 45 เมกะเฮิรตซ์ แต่เพราะต้องการให้เกิดการแข่งขันที่เท่าเทียมกันมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม กรรมการ กสทช. มั่นใจว่าการประมูล 3จี จะต้องเกิดขึ้นเช่นเดียวกับคนไทยอีกหลายล้านคนทั่วประเทศ ที่อยากเห็นความแปลกใหม่ทางเทคโนโลยีมากกว่าการย่ำอยู่กับที่ ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ จากการฟ้องร้องของคนบางกลุ่มที่เอาประชาชนเป็นข้ออ้าง แต่แท้จริงแล้วก็ทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองเช่นกัน

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค