
บีเจซีเพิ่มโรงงานบรรจุรับธุรกิจโต
บีเจซีรุกลงทุน 3,500 ล้านบาท เพิ่มการผลิตบรรจุภัณฑ์กระป๋องและแก้ว รองรับธุรกิจเบฟเวอร์เรจโต
บีเจซีรุกลงทุน 3,500 ล้านบาท เพิ่มการผลิตบรรจุภัณฑ์กระป๋องและแก้ว รองรับธุรกิจเบฟเวอร์เรจโต
นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุลกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทเบอร์ลี่ยุคเกอร์ (บีเจซี)เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมใช้งบลงทุนจำนวน 3,500 ล้านบาท เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตโรงงานบรรจุภัณฑ์ 2 แห่ง ในเขตอุตสาหกรรมเหมราช จ.สระบุรี แบ่งเป็น 2,000 ล้านบาท เพิ่มกำลังผลิตกระป๋องเครื่องดื่มทุกประเภท ในสายการผลิตที่ 4 เป็น 2,200 ล้านกระป๋อง/ปี เทียบกับปัจจุบันกำลังการผลิต 1,800 ล้านกระป๋อง/ปี โดยคาดว่าจะสามารถเดินเครื่องจักรการผลิตได้ประมาณเดือนมิ.ย.ปีหน้า
นอกจากนี้งบประมาณ อีก 1,500 ล้านบาท ซื้อที่ดินจำนวน 100 ไร่ รองรับการขยายตัวของ บริษัทไทย มาลายา กลาส ซึ่งเป็นโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์ชนิดขวดแก้ว รวมถึงขยายการลงทุนเป็นเฟสสร้างเตาหลอม เพิ่มขึ้นอีก 1 เตา โดยเพื่อเพิ่มกำลังผลิตเพิ่มอีก300ตัน/วัน จากปัจจุบันมีกำลังการผลิตทั้งหมด 2,700 ตัน/วัน เพื่อรองรับการเติบโตการบริโภคเครื่องดื่ม โดยเครื่องดื่มเบียร์ และน้ำอัดลม มีส่วนการขับเคลื่อนให้การผลิตกระป๋องเติบโตตามความต้องการตลาด ซึ่งปีที่ที่ผ่านมามีอัตราการเติบโต 16% ขณะที่ประเทศในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อย่าง ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ ฯลฯ มีอัตราการเติบโตสูง และคาดการณ์ว่าในปี 2558 ปริมาณการใช้บรรจุภัณฑ์ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม จะมีจำนวน 2 หมื่นล้านกระป๋อง เทียบกับปัจจุบัน 1.3 หมื่นล้านกระป๋อง
ทั้งนี้บริษัทมีแผนโฟกัสไปยังตลาดอาเซียนและอินโดจีน ซึ่งการลงทุนในครั้งนี้ สอดคล้องกับการเติบโตของสภาวะเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย และการเติบโตของธุรกิจเบฟเวอร์เรจในประเทศไทย ซึ่งมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 8-10%
นายอัศวิน กล่าวว่า บริษัทยินดีเป็นพันธมิตรผลิตบรรจุภัณฑ์ให้กับทุกบริษัท ในส่วนของเครื่องดื่มเป๊ปซี่ ได้สั่งบรรจุภัณฑ์ผ่านบริษัทเสริมสุข เมื่อสิ้นสุดสัญญาการผลิต บริษัทต้องการสั่งบรรจุภัณฑ์จากบริษัทเสริมสุขเท่านั้น เมื่อสัญญาสิ้นสุดลง ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อจากเป๊ปซี่อินเตอร์ แต่อย่างใด ในขณะที่ประเทศเวียดนาม โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วของบริษัทได้ผลิตขวดให้กับเป๊ปซี่ที่เวียดนามด้วย
ด้านนายสาโรจน์ ชยาวิวัฒน์ ประธาน บริษัทไทยเบฟเวอเรจแคนจำกัด กล่าวว่า ด้านกลยุทธ์ด้านการตลาด บริษัทได้เป็นผู้ผลิตกระป๋องให้กับเครื่องดื่มทุกแบรนด์ในประเทศไทย โดยมีแผนกระจายตัวให้กลุ่มลูกค้ากระป๋องเบียร์น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลังให้มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมียอดขายจากเบียร์ช้าง สัดส่วน 25% กระทิงแดง 20% โค้ก 20% บริษัทเสริมสุข ผลิตให้เครื่องดื่มเป๊ปซี่ 20% เป็นต้น
สำหรับแนวโน้มการเติบโตในอนาคต มองว่าผู้ผลิตเครื่องดื่มจะมีความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่มีความหลากหลายด้านขนาด โดยลูกค้าจะบริหารความเสี่ยงด้วยการทำสัญญาระยะยาวกับผู้ผลิตนานขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์จะใช้วัตถุดิบการผลิตที่ลดลง ผ่านการออกแบบรูปแบบใหม่ ซึ่งบริษัทมีแผนออกบรรจุภัณฑ์ขนาดใหม่ชรองรับความต้องการของผู้ผลิต
นายสมพร ภูมิวัฒน์ รองผู้จัดการใหญ่กลุ่มบรรจุภัณฑ์ กล่าวว่า สถานการณ์บรรจุภัณฑ์ขวดแก้วจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 8-10% ขณะที่ปีนี้จะเติบโตเฉลี่ย 5% เนื่องจากเกิดภาวะขาดแคลน เพราะได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งในปีนี้บริษัทเตรียมลงทุน 1,500 ล้านบาท เพิ่มกำลังผลิต รวมถึงย้ายฐานการผลิต จากโรงงานเก่าที่ราษฎร์บูรณะ มายังไทย มาลายา กลาส สระบุรี โดยมีแผนผลักดันให้เป็นศูนย์กลาง(ฮับ) ฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย







