
กสิกรไทยจัดทัพสู้ศึกวาณิชธนกิจ
หลังเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2551 การแปลงกระดาษเป็นเงินเริ่มสร้างความหวาดหวั่นแก่นักลงทุน
โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์
หลังเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2551 การแปลงกระดาษเป็นเงินเริ่มสร้างความหวาดหวั่นแก่นักลงทุน หากย้อนไปขณะนั้น “กระดาษ” ที่นักลงทุนและฝ่ายวาณิชธนกิจเรียกว่า “ตราสารหนี้” กลายเป็นเครื่องมือทางการเงินชั้นยอดสามารถทำให้คนถือตราสารมั่งคั่งได้ในพริบตา แต่ในที่สุดโลกกลับตาลปัตร เพราะตราสารทางการเงินที่กลุ่มคนหัวกะทิเล่นแร่แปรธาตุได้สร้างความปั่นป่วนให้แก่ตลาดเงิน ความเชื่อมั่นในตราสารทางการเงินจึงหดหาย นักลงทุนหันกำเงินสด
โชคดีธนาคารพาณิชย์ไทยไม่มีความเชี่ยวชาญทำตราสาร หรืออนุพันธ์ทางการเงินที่ยุ่งยากซับซ้อนได้ถึงขั้นธนาคารต่างประเทศ ส่งผลให้สินเชื่อเป็นเครื่องมือทางการเงินพื้นฐานที่ขายดีที่สุด และง่ายที่สุดสำหรับนักลงทุนที่ต้องการขยับขยายการลงทุนเพิ่ม แต่หลังจากนั้นไม่นานธนาคารพาณิชย์ไทยขนาดใหญ่บางแห่งเริ่มหันมารุกตลาดวาณิชธนกิจจริงจัง ฟอร์มทีมแข็งแกร่งให้บริการลูกค้า ได้แก่ ออกตราสารหนี้ ให้คำแนะนำการเข้าสู่ตลาดทุน กระทั่งการให้คำปรึกษาซื้อและควบรวมกิจการ
จนถึงขณะนี้จึงเรียกได้ว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจวาณิชธนกิจของธนาคารพาณิชย์เริ่มคึกคักมากขึ้น และเห็นการแข่งขันที่เข้มข้นไปอีกขั้นเมื่อค่ายกสิกรไทยจัดทัพกลุ่มวาณิชธนกิจแยกออกมาเป็นสัดส่วน
“วันนี้ลูกค้าไม่ได้ทานอาหารจานเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่บนโต๊ะอาหารจะต้องมีเมนูอาหารแนะนำที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า” ภานพ อังศุสิงห์ ผู้บริหารสายงานวาณิชธนกิจ ธนาคารกสิกรไทย เปรียบธุรกิจวาณิชธนกิจให้เห็นอย่างแจ่มชัด
ภานพ บอกว่า ในเมนูอาหารจะต้องใส่บริการให้ลูกค้าเลือกได้ทั้งอาหารในช่วงระยะสั้นและระยะยาว นี่คือการทำธุรกิจธนาคารอย่างครบวงจร พร้อมทั้งเสริมว่า ธุรกิจนี้ธนาคารไม่ได้ดึงผลประโยชน์จากลูกค้าเพียงฝ่ายเดียว ในทางกลับกันหากทีมงานตอบสนองความต้องการด้วยการทำดีลต่างๆ ให้ลูกค้าไม่ได้ ธนาคารก็ล้มเหลวไปกับลูกค้าด้วย แต่ถ้าลูกค้าประสบความสำเร็จ ธนาคารก็ได้ผลประโยชน์จากความสำเร็จในบางส่วนจากลูกค้า
ฉะนั้นวาณิชธนกิจจึงเป็นธุรกิจที่ขายความมั่นใจ ความเชื่อใจ และความเชื่อมั่นที่ว่าธนาคารจะช่วยปกป้องผลประโยชน์ให้กับลูกค้าได้
“ถ้าคุณอยู่ในฝ่ายวาณิชธนกิจ แต่ไม่เคยปิดดีลได้ คุณจะรู้สึก Guilty” ภานพ ฉายภาพบรรดาทีมงานหัวกะทิที่ขณะนี้มีกว่า 50 คน ซึ่งต้องพร้อมลุยและศึกษาในทุกอุตสาหกรรม เพราะธุรกิจวาณิชธนกิจในไทยยังไม่ถึงขั้นเหมือนสถาบันการเงินต่างประเทศที่ต้องแยกความเชี่ยวชาญพนักงานในแต่ละภาคส่วนอุตสาหกรรมออกมา ตลาดในไทยยังไม่ใหญ่ถึงขั้นต้องการผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อนและยุ่งยากจนเกินไป แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ที่บอกว่าวันนี้ธุรกิจวาณิชธนกิจจะเริ่มแข่งกันแรง
แม้วิกฤตการเงินสหรัฐในปี 2551 จะบั่นทอนตลาดตราสารหนี้ แต่แรงเหวี่ยงอีกด้านที่เกิดขึ้นคือ ธุรกิจที่มีความแข็งแกร่งเข้าซื้อธุรกิจที่เริ่มอ่อนแรง การช็อปปิ้งของดีราคาถูกจึงผุดขึ้นเหมือนดอกเห็ด
แมนพงศ์ เสนาณรงค์ ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจวาณิชธนกิจ ดูแลด้านตลาดตราสารทุน ยอมรับว่า หลังปี 2551 รูปแบบการใช้ผลิตภัณฑ์การเงินเริ่มเปลี่ยน อย่างน้อยก็จะเห็นธุรกิจควบรวมกิจการระหว่างกันมากขึ้น ธุรกิจที่เคยกระจัดกระจายก็เกิดการรวมตัวเพื่อขยายตลาด จนในที่สุดระยะถัดมาจึงเกิดการออกตราสารหนี้เพื่อระดมทุนอีกครั้ง
“อีกมุมหนึ่งวิกฤตการเงินสหรัฐในปี 2551 ก็ส่งผลให้ตลาดวาณิชธนกิจกลับมาคึกคัก และเมื่อทุนนิยมเข้มข้น การแข่งขันก็จะสูงขึ้น ปี 2540 ธุรกิจไทยไม่อยากก่อหนี้ แต่ตอนนี้เมื่อธุรกิจขยายมากขึ้นก็เกิดทางเลือกระหว่างจะขยายธุรกิจด้วยทุนหรือด้วยหนี้ คำตอบขณะนี้คือนักลงทุนเลือกขยายด้วยหนี้”
แมนพงศ์ อธิบายว่า ในที่สุดธุรกิจจะต้องมีการจัดความสมดุลการก่อหนี้ จะใช้ทุนมากจนเกินไปก็ไม่ได้ จะสร้างหนี้เกินไปก็ไม่ควร การหาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดจึงขึ้นอยู่กับลูกค้าต้องได้ประโยชน์จากการขยำผลิตภัณฑ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน แม้ลูกค้าหลายรายซึ่งทีมวาณิชธนกิจจะออกแบบโมเดลต่างๆ ไว้ให้เรียบร้อย แต่เมื่อนำเสนองานก็มีหลายรายไม่ชื่นชอบ ไม่ตรงใจ แต่ทีมวาณิชธนกิจก็ต้องตอบคำถามลูกค้าให้ได้ว่า สุดท้ายลูกค้าจะได้ประโยชน์อย่างไร
สุรเดช เกียรติธนากร ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจวาณิชธนกิจ ดูแลด้านตลาดตราสารหนี้ เสริมว่า เริ่มเห็นภาพชัดที่ลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่จะหาเงินทุนผ่านกระบวนการออกตราสารหนี้ และผันตัวเองเข้าสู่ตลาดทุนมากขึ้น
แมนพงศ์ จึงสำทับขึ้นมาว่า ปัจจุบันตลาดตราสารหนี้ของไทยใหญ่กว่าตลาดหลักทรัพย์ ปัจจุบันมูลค่าตลาดทุนอยู่ที่ 4 ล้านล้านบาท แต่ตลาดตราสารหนี้มีมูลค่าถึง 7 ล้านล้านบาท ซึ่งในประเทศกำลังพัฒนาตลาดตราสารหนี้จะใหญ่กว่าตลาดทุน 5 เท่า
สาเหตุหนึ่งที่ส่งผลให้ตลาดตราสารหนี้วิ่งแซงหน้าตลาดทุน เพราะช่วงที่ดัชนีตลาดหุ้นอยู่ที่ 600-700 จุด ตราสารหนี้จึงขึ้นแซง ในขณะที่การออกตราสารหนี้แต่ละปีอยู่ที่ 23 แสนล้านบาท อัตราการเติบโตของตลาดตราสารหนี้จึงวิ่งฉิว และหากบริษัทขนาดใหญ่รายใดที่มีศักยภาพเพียงพอ เช่น ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง ซีเมนต์และพลังงาน บริษัทเหล่านี้จะเป็นฝ่ายออกตราสารหนี้เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน คิดเป็นสัดส่วน 80% ของมูลหนี้รวมทั้งบริษัท
อีกประการ สาเหตุที่ลูกค้าต้องหันมาออกตราสารหนี้หรือหันเข้าสู่ตลาดทุนมากขึ้น เพราะไม่สามารถก่อหนี้กับธนาคารได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากแต่ละธนาคารจะมีข้อจำกัดเรื่องเพดานการก่อหนี้ของลูกค้าแต่ละกลุ่ม
ในขณะที่บางบริษัท เช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เมื่อสร้างแบรนด์ได้ในระดับหนึ่ง บริษัทอยู่ตัวได้ด้วยทุนตัวเอง ก็จะใช้รูปแบบการขอวงเงินไว้กับธนาคาร 12 หมื่นล้านบาท แต่ไม่เปิดใช้วงเงิน เลือกที่จะใช้เงินทุนหมุนเวียนของตัวเองและเลือกที่จะออกตราสารหนี้ สาเหตุที่ขอเปิดวงเงินไว้กับธนาคาร เพื่อให้สามารถทำธุรกรรมอื่นได้สะดวก อย่างน้อยก็มีธนาคารคอยหนุนหลัง บริษัทเหล่านี้เลือกที่จะยอมจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับธนาคาร แต่ไม่เบิกใช้สินเชื่อ
สำหรับการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ช่วงหนึ่งปีนี้ ธนาคารคาดว่าจะมีมูลค่ารวมถึง 8 แสนล้านบาท โดยเป็นโครงการธุรกิจข้ามชาติมูลค่าสูงถึง 40% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด การลงทุนของธุรกิจเข้าสู่ตลาดระดับท้องถิ่นตามหัวเมืองจังหวัดใหญ่ต่างๆ ประมาณ 20% และการลงทุนในโครงการพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานประมาณ 40% ขณะที่กลุ่มธุรกิจขนาดกลาง เริ่มให้ความสนใจลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต และขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศมากขึ้น จากเดิมที่จะมีเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่เป็นหลัก สะท้อนให้เห็นถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการปรับตัวของภาคธุรกิจเพื่อรับมือกับการแข่งขันในเวทีระดับภูมิภาคและระดับโลก จึงทำให้เกิดความต้องการในการให้คำปรึกษาทางธุรกิจเพื่อการจัดหาเงินทุน พันธมิตรทางธุรกิจ และการจัดโครงสร้างทางการบริหารและการเงินอื่นๆ
ขณะที่โอกาสทางธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง มีโครงการธุรกิจที่จะระดมเงินทุนอีกกว่า 150 โครงการ มูลค่ากว่า 4.7 แสนล้านบาท คาดว่าประมาณ 90% จะเป็นการระดมทุนจากการกู้ยืมและการทำสินเชื่อโครงการ ส่วนที่เหลืออีก 10% เป็นการให้บริการด้านตลาดทุน และธนาคารก็ได้ตั้งเป้าหมายงานวาณิชธนกิจจะมีมูลค่าเติบโตกว่า 35% ในอีก 3 ปีข้างหน้า
จากนี้จึงเข้าสู่ยุควาณิชธนกิจเบ่งบาน เป็นโอกาสทองของธนาคารและเป็นทางเลือกของเอกชน







