
15-20ต.ค.วันประมูล3จี กสทช.เสียงแตก
ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด กสทช.ชุดใหญ่มีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 2 ผ่านหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล เพื่อประมูลใบอนุญาต 3จี 2.1 กิกะเฮิรตซ์ และจะจัดการประมูลใบอนุญาตขึ้นในช่วงวันที่ 1520 ต.ค. โดยราคาเริ่มต้นประมูล 4,500 ล้านบาท จำนวน 9 ใบ และปรับเพดานการถือครองคลื่นความถี่จาก 20 เมกะเฮิรตซ์ เหลือ 15 เมกะเฮิรตซ์ มั่นใจทุกอย่างโปร่งใส
ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด กสทช.ชุดใหญ่มีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 2 ผ่านหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล เพื่อประมูลใบอนุญาต 3จี 2.1 กิกะเฮิรตซ์ และจะจัดการประมูลใบอนุญาตขึ้นในช่วงวันที่ 1520 ต.ค. โดยราคาเริ่มต้นประมูล 4,500 ล้านบาท จำนวน 9 ใบ และปรับเพดานการถือครองคลื่นความถี่จาก 20 เมกะเฮิรตซ์ เหลือ 15 เมกะเฮิรตซ์ มั่นใจทุกอย่างโปร่งใส
อย่างไรก็ตาม สภาทนายความได้ตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงการดำเนินการของ กสทช. เกี่ยวกับการจัดสรรคลื่นความถี่อันเป็นสาธารณสมบัติของชาติอย่างไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช. กล่าวในฐานะที่เป็น 1 ใน 2 เสียงที่ไม่เห็นชอบกับมติรับรองร่างประกาศ กล่าวว่า การลดอัตราการถือครองคลื่นขั้นต่ำจาก 20 เมกะเฮิรตซ์ เป็น 15 เมกะเฮิรตซ์ ถือเป็นการผูกขาดทางการค้า การแข่งขันไม่เกิดขึ้นจริง เพราะผลการประมูลจะจบลงที่รายละ 15 เมกะเฮิรตซ์ ทำให้รายได้ที่จะเข้ารัฐก็จะลดต่ำจากความเป็นจริงด้วย โดยภาครัฐจะต้องสูญเสียผลประโยชน์หรือรายได้ไม่ต่ำกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท และเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ประกอบการจะไม่เข้าร่วมประมูล
ขณะที่ สุภิญญา กลางณรงค์ อีกหนึ่งกรรมการที่ไม่เห็นชอบมติและได้เผยแพร่มติพร้อมทั้งความเห็นส่วนตัวทางโซเชียลมีเดีย กล่าวว่า ได้เผยแพร่ความเห็นส่วนตัวผ่านทางทวิตเตอร์ ยืนยันว่า เห็นด้วยกับการประมูล แต่ไม่เห็นด้วยกับราคาตั้งต้นประมูล การพยายามอธิบายหากจะทำให้องค์กรกระทบมากก็ควรปรับปรุงให้ดีขึ้น หรือมีหลักประกันให้ผู้บริโภค และยืนยันจะทำการเผยแพร่ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่อไป เพราะเห็นว่าเป็นการเปิดเผยการทำงานของ กสทช.ที่ประชาชนมีสิทธิรับรู้
บีโอไอปรับเป้า 8 แสนล้านบาท
ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มีการประเมินการลงทุนของไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มดี ตั้งเป้าคำขอส่งเสริมการลงทุนที่ 8 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่สำนักงานส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ตั้งไว้ 6.3 แสนล้านบาท ซึ่งได้รับปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวหลังน้ำท่วม นักธุรกิจมีความเชื่อมั่นการลงทุนและมีโครงการที่มีมูลค่าสูงเข้ามามาก โดยเศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มขยายตัว 5.5% ถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยเศรษฐกิจโลก
สำหรับคำขอรับส่งเสริมการลงทุนในปีนี้แบ่งเป็น 7 กิจการ คือ 1.กิจการบริการและสาธารณูปโภค 313 โครงการ มูลค่า 1.5 แสนล้านบาท 2. กิจการเคมี กระดาษและพลาสติก 171 โครงการ มูลค่า 1.2 แสนล้านบาท 3.ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง 307 โครงการ มูลค่า 1.2 แสนล้านบาท 4.อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 207 โครงการ มูลค่า 8.4 หมื่นล้านบาท 5.เกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร 169 โครงการ มูลค่า 4.8 หมื่นล้านบาท 6.อุตสาหกรรมเบา 48 โครงการ มูลค่า 1.6 หมื่นล้านบาท 7.เหมืองแร่ เซรามิกและโลหะขั้นมูลฐาน 24 โครงการ มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ทำให้เป็นตำแหน่งที่น่าลงทุน โดยนักธุรกิจต่างประเทศสามารถใช้ไทยเป็นฐานเพื่อเข้าไปทำธุรกิจในพม่า ลาว กัมพูชา มาเลเซีย เวียดนาม และจีนตอนใต้ และมีผู้ประกอบการหลายรายติดต่อเข้ามาลงทุนโครงการที่มีมูลค่าสูงอื่นๆ เช่น พลังงานทดแทน ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี อีกทั้งมีการทบทวนนโยบายส่งเสริมการลงทุนใหม่ เน้นกิจการที่ใช้เทคโนโลยีสูง กิจการที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง รวมถึงจะมีการยกเลิกเขตส่งเสริมการลงทุน และหันมาส่งเสริมประเภทกิจการแทน โดยจะจัดเขตส่งเสริมพิเศษในจังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวต่ำที่มีประมาณ 20 จังหวัด และบางจังหวัดจะส่งเสริมให้ลงทุนกิจการบางประเภทที่เหมาะสมกับพื้นที่ จากปัจจุบันบีโอไอกำหนดเขตส่งเสริมการลงทุนไว้ 3 เขต และให้สิทธิประโยชน์สูงในเขต 3 เพื่อจูงใจให้ไปลงทุนในต่างจังหวัด
ด้านคำขอรับส่งเสริมการลงทุน 7 เดือนแรกของปีนี้ มีทั้งหมด 1,239 โครงการ มูลค่าการลงทุนกว่า 5.7 แสนล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ที่มี 973 โครงการ มูลค่าการลงทุน 2.8 แสนล้านบาท
จำนำข้าวส่อขาดทุนพันล้าน
สมพงษ์ กิติเรียงลาภ ประธานกรรมการ บริษัท พงษ์ลาภ เปิดเผยว่า การประมูลข้าวสารสต๊อกรัฐบาล 7.5 แสนตัน คาดว่าผู้ส่งออกคงไม่เสนอซื้อในปริมาณมาก โดยเฉพาะ 5 ผู้ส่งออกรายใหญ่ เนื่องจากมีการสั่งซื้อจากต่างประเทศเข้ามาจำนวนน้อย การส่งออกข้าวไทยจะไม่ถึงล้านตัน เว้นแต่จะมีการปรับลดราคาเท่ากับเวียดนาม 460 เหรียญสหรัฐต่อตัน และราคาที่เอกชนเสนอจะไม่ถึง 600 เหรียญสหรัฐต่อตัน ตามที่กระทรวงพาณิชย์ประเมินไว้ เพราะราคาส่งออกปัจจุบันอยู่ที่ 560 เหรียญสหรัฐต่อตันเท่านั้น โดยเมื่อทอนกลับเป็นราคาข้าวสารแล้ว รวมกับต้นทุนการสีข้าว รัฐบาลจะขาดทุนขั้นต่ำ 5,000 บาทต่อตัน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงต้องระบายข้าวออกสู่ตลาด ไม่เช่นนั้นจะไม่มีโกดังสำหรับรองรับข้าวในโครงการรับจำนำฤดูกาล 2555/2556 ที่จะเปิดวันที่ 1 ต.ค.นี้ คาดว่าจะมีปริมาณข้าวเปลือกไม่ต่ำกว่า 10 ล้านตัน ซึ่งในการระบายข้าวสารสต๊อกออกสู่ตลาด ผู้ที่ได้รับการอนุมัติขายข้าวรัฐบาลต้องตรวจสอบคุณภาพก่อนรับมอบให้ดี อาจมีขบวนการหาประโยชน์ โดยนำข้าวเก่ามาเวียนเทียนเพื่อส่งมอบ ซึ่งถือเป็นการทุจริตที่ร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ หัวหน้าคลังสินค้า เซอร์เวเยอร์ และเจ้าของโกดังกลาง
หาช่องลดแวต เพิ่มส่งออก
ยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ ได้สั่งให้กระทรวงพาณิชย์เร่งรัดมาตรการสนับสนุนการส่งออก เพื่อให้ขยายตัวไม่ต่ำกว่า 9% โดยได้เสนอให้ออกมาตรการภาษีเพื่อลดต้นทุนการผลิตสินค้า 4 กลุ่ม คือ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม, เครื่องหนัง, อาหาร และสินค้าอัญมณี เช่น ยกเว้นภาษี ณ ที่จ่าย 3% ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มและยกเว้นภาษีเงินได้ในบางกรณี อีกทั้งได้เสนอเร่งรัดคืนภาษีสำหรับการนำเข้าวัตถุดิบผลิตภัณฑ์เพื่อส่งออก คืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่ง 7 เดือนแรก ไทยส่งออกสินค้าเฉลี่ย 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน หาก 5 เดือนหลังเพิ่มเป็น 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือนได้ จะทำให้การส่งออกขยายตัว 9%
ด้านกรมส่งเสริมการส่งออก เตรียมจัด 45 กิจกรรมตลอดเดือน ก.ย.ต.ค. เพื่อผลักดันการส่งออก เน้นการนำผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไปบุกเจาะตลาด และเน้นตลาดที่มีโอกาสเพิ่มการส่งออกให้ไทย อาทิ ตลาดอาเซียน เช่น กัมพูชา อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม รวมถึงตลาดที่มีศักยภาพ เช่น จีน อินเดีย รัสเซีย เกาหลีใต้ รวมถึงตลาดเก่าอย่างสหภาพยุโรป ที่ต้องเน้นเจาะเป็นรายประเทศ เช่น อิตาลี ฝรั่งเศส และตลาดสหรัฐอเมริกา และกลุ่มยุโรปตะวันออก เช่น สาธารณรัฐเช็ก โปแลนด์ และสโลวีเนีย







