
ลงหุ้นต่างประเทศ...มือใหม่ไปกับทัวร์
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ “White Lies” ที่แปลให้ดูหรูๆ ว่า “โกหกสีขาว” ของท่านรองนายกรัฐมนตรี กิตติรัตน์ ณ ระนอง หรือเปล่า ที่ทำให้นักลงทุนรุ่นใหม่วัยไม่ถึง 30 ปี แต่มีมูลค่าพอร์ตลงทุนไม่ต่ำกว่า “ร้อยล้านบาท” ออกมาประกาศพร้อมกับโชว์หลักฐาน (ว่าทำจริงไม่ได้หลอกลวงกัน) ให้เพื่อนพ้องน้องพี่ที่นิยมชมชอบในฝีมือการลงทุนของเขารู้ว่า ตอนนี้เขา “ล้างพอร์ตหุ้นไทย เตรียมไปลงทุนต่างประเทศ” เรียบร้อยแล้ว
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ “White Lies” ที่แปลให้ดูหรูๆ ว่า “โกหกสีขาว” ของท่านรองนายกรัฐมนตรี กิตติรัตน์ ณ ระนอง หรือเปล่า ที่ทำให้นักลงทุนรุ่นใหม่วัยไม่ถึง 30 ปี แต่มีมูลค่าพอร์ตลงทุนไม่ต่ำกว่า “ร้อยล้านบาท” ออกมาประกาศพร้อมกับโชว์หลักฐาน (ว่าทำจริงไม่ได้หลอกลวงกัน) ให้เพื่อนพ้องน้องพี่ที่นิยมชมชอบในฝีมือการลงทุนของเขารู้ว่า ตอนนี้เขา “ล้างพอร์ตหุ้นไทย เตรียมไปลงทุนต่างประเทศ” เรียบร้อยแล้ว
นั่นเพราะเขามองว่า หุ้นไทยแพงเกินไปและเมื่อมองออกไปในโลกกว้างยังมี “โอกาสดี” และบริษัทดีๆ ให้เลือกลงทุนอีกมาก เพราะฉะนั้นตอนนี้เขาจึงตัดใจกอดเงินสด พร้อมกับสอดส่ายสายตามองหา “หุ้นดี” ที่น่าลงทุน
ไม่ใช่แค่ “นักลงทุนฝีมือดี” เท่านั้นที่มองเห็นโอกาสในการลงทุนหุ้นต่างประเทศในช่วงจังหวะเวลาแบบนี้ เพราะแม้แต่ “นักลงทุนสถาบัน” เบอร์ต้นๆ ของเมืองไทย เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ยังบอกว่า ช่วงเวลาแบบนี้ล่ะที่เป็นจังหวะดีที่จะออกไปลงทุนต่างประเทศ และไม่ใช่เฉพาะหุ้นต่างประเทศเท่านั้นที่ กบข.ออกไปลงทุน แต่ กบข.ยังเล็ง “อสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศ” อยู่ด้วย
แต่ไม่รู้ว่าจะเตรียมเงินไป “ซื้อเกาะ” ที่มีข่าวแว่วๆ มาว่า ประเทศกรีซจะตัดใจเอาเกาะที่ไม่ค่อยมีคนอยู่ออกมาแบ่งขายเพื่อนำเงินไปใช้หนี้ด้วยหรือไม่
แต่เราก็เป็นแค่ “นักลงทุนตัวเล็กๆ” เงินลงทุนก็น้อยนิด ความรู้เกี่ยวกับหุ้นต่างประเทศก็กระจิริด ถ้าคิดอยากจะลงทุนต่างประเทศแบบเขาบ้างก็ต้องพึ่งพา บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หรือเรียกย่อๆ ว่า บลจ.ที่เป็นเหมือนบริษัทนำเที่ยวจัด “ทัวร์” ออกไปเที่ยวต่างประเทศ ด้วยกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนต่างประเทศ (FIF)
กองทุน FIF ขวัญใจรายย่อย
จริงๆ แล้ว การออกไปลงทุนต่างประเทศไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับนักลงทุนไทย เพราะประเทศไทยเริ่มเปิดโอกาสให้ บลจ.ตั้งกองทุนออกไปลงทุนต่างประเทศมาตั้งแต่ปี 2545 และตอนนั้นก็มี “กองทุนผู้กล้า” ออกไปเป็นเจ้าแรกๆ จำนวน 5 กองทุน มูลค่ารวมกันแค่ 2,190 ล้านบาท และนับไปนับมาจนถึงวันนี้ก็เกิน 10 ปีแล้วที่พวกเรา Go Inter!!!
จำนวนกองทุนที่ออกไปลงทุนต่างประเทศมากถึง 353 กองทุน แบ่งเป็นกองทุนมีนโยบายลงทุนหุ้น 91 กองทุน ลงทุนตราสารหนี้ 191 กองทุน และนโยบายลงทุนอื่นๆ นอกจากหุ้นและตราสารหนี้อีก 71 กองทุน มูลค่าที่ลงทุนในต่างประเทศรวม 464,990 ล้านบาท
นอกจากไม่ใช่เรื่องใหม่แล้ว กองทุน FIF ยังไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะนักลงทุนที่มีเงินไม่มาก แต่อยากออกไปลงทุนหุ้นต่างประเทศก็สามารถลงทุนได้ โดยใช้เงินเพียงแค่ไม่กี่พันบาท (แม้ว่า บลจ.บางแห่งจะกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำไว้หลักหมื่นบาท แต่ก็ยังถือว่าเล็กน้อยนักเมื่อเทียบกับการลงทุนหุ้นด้วยตัวเอง)
นอกจากนี้ การลงทุนกองทุน FIF ยังเป็นเรื่องง่าย ไม่ยุ่งยาก เพราะเพียงแค่เดินไปที่ บลจ. ไปที่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หรือไปที่ธนาคารพาณิชย์ กรอกเอกสารไม่กี่แผ่น หรือถ้าเปิดบัญชีซื้อขายหน่วยลงทุนแบบ “ออนไลน์” เอาไว้แล้วก็ยิ่งสะดวกมากขึ้น เพราะเพียงแค่ไม่กี่คลิกก็สามารถเริ่มต้นลงทุนได้แล้ว
แม้ว่าบางคนจะบอกว่า “ไม่กล้า” ออกไปลงทุนต่างประเทศ แต่อาจจะลืมไปว่า กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศที่นักลงทุนเคยอิ่มเอมกับผลตอบแทนที่ดีกว่าตราสารหนี้ในประเทศมาแล้ว ก็เป็นการลงทุนพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศ เงินฝากสกุลต่างประเทศเหมือนกัน
เพราะฉะนั้น บอกได้เลยว่า กองทุน FIF เป็น “ขวัญใจ” ของนักลงทุนรายย่อยที่ต้องการเปิดตัวเองออกไปสู่โลกกว้าง
มีคนช่วยดูแล
อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กองทุน FIF เป็นขวัญใจรายย่อย รวมทั้งรายใหญ่ที่อยากลงทุนแต่ไม่อยากลงมือเอง เพราะกองทุน FIF จะมีผู้จัดการกองทุนที่เป็นเหมือน “ไกด์นำทัวร์” ที่ไม่ได้แค่พาไปดู แต่พวกเขาจะคอยดูแลตั้งแต่มองหาโอกาสดีๆ มานำเสนอ และคอยดูแลให้ได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม
แต่วิธีการดูแลของผู้จัดการกองทุนก็อาจจะแตกต่างกันไปตามรูปแบบการ บริหารของแต่ละกองทุน ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ
1.กองทุน FIF ที่นำเงินออกไปซื้อกองทุนที่มีขายอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งทำได้ 2 วิธี คือ จะเป็น Feeder Fund หรือ Fund of Fund
Feeder Fund คือ ไปลงทุนในกองทุนหลัก ซึ่งเรียกว่า Master Fund เพียงกองทุนเดียว กองทุนแบบนี้ก็ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและฝีมือของผู้จัดการกองทุนหลัก หากเลือกกองทุนหลักได้ดี โอกาสจะได้ผลตอบแทนอย่างที่คาดหวังก็เป็นไปได้มากขึ้น ซึ่งกองทุน FIF ส่วนใหญ่ในบ้านเราจะออกมาในแนวนี้ โดยเฉพาะ บลจ.ที่มีบริษัทแม่อยู่ในต่างประเทศ ก็จะเลือกลงทุนกองทุนของบริษัทแม่เพียงกองทุนเดียว
Fund of Fund คือ กองทุนที่ไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศอีกทอดหนึ่งเช่นกัน แต่จะกระจายการลงทุนออกไปมากกว่า 1 กองทุน กองทุนที่มีวิธีการบริหารแบบนี้ต้องอาศัยฝีมือในการคัดเลือกกองทุนของผู้จัดการกองทุนในประเทศไทย บวกกับฝีมือการบริหารกองทุนของผู้จัดการกองทุนต่างประเทศ แต่จะได้เปรียบกองทุนแบบ Feeder Fund ตรงที่ “ไม่ต้องทนอยู่กับกองทุนเพียงกองทุนเดียว” เพราะสามารถปรับเปลี่ยนการลงทุนได้คล่องตัว
2.กองทุน FIF ที่บริหารกองทุนเอง ไม่ได้ไปพึ่งพาหรือไปลงทุนในกองทุนอื่นๆ เพราะผู้จัดการกองทุนจะตัดสินใจลงทุนเอง ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์และคัดเลือกหุ้น การตัดสินใจซื้อขายทำกำไร ซึ่งกองทุน FIF ที่มีนโยบายการลงทุนหุ้นเพียงไม่กี่กองทุนที่เลือกวิธีการบริหารแบบนี้ หรือถ้าเลือกที่จะลงเองก็จะต้องมี “ที่ปรึกษา” ที่มีความเชี่ยวชาญหุ้นต่างประเทศมาคอยเป็นพี่เลี้ยง
แต่สำหรับกองทุนที่ไปลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ ที่มีกำหนดเวลาชัดเจน มักจะมีวิธีการบริหารในรูปแบบนี้
หุ้นแบบนี้ไม่มีในเมืองไทย
เมื่อ “กบน้อย” ออกมาเห็นโลกกว้างจึงรู้ว่าในโลกนี้มี “หุ้นดี” หรือธุรกิจบางอย่างที่หาไม่ได้ในตลาดหุ้นไทย แต่มีให้เลือกมากมายในตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะบริษัทชั้นนำระดับโลก ทำธุรกิจทั่วโลกและขายให้คนทั่วโลก
และในเวลานี้ถ้าพูดถึงหุ้นต่างประเทศก็จะต้องนึกถึงหุ้น AAPL ของ บริษัท แอปเปิล อิงค์ เพราะเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา หุ้น AAPL ทำสถิติเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังจากราคาหุ้นขึ้นไปถึง 648 เหรียญสหรัฐ และล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ส.ค. ราคาหุ้น AAPL ขึ้นมาอยู่ที่ 662.30 เหรียญสหรัฐ ทำให้มีการเปรียบเทียบกันว่า ถ้ามีหุ้น AAPL เพียงแค่ 1 หุ้น สามารถซื้อ The New iPad ได้แล้ว 1 เครื่อง
ถ้าหันไปมองราคาหุ้นเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2551 ราคาหุ้น AAPL อยู่ที่ 90.75 เหรียญสหรัฐเท่านั้นเอง ซึ่งคนที่ลงทุนตั้งแต่วันนั้นจนมาถึงวันนี้จะได้กำไรไปหุ้นละ 571.55 เหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทยง่ายๆ คูณด้วย 30 บาท เท่ากับ 17,146.5 บาท หรือ 629% นี่แค่ 1 หุ้นเท่านั้นนะ
หรือไม่ต้องออกไปมองที่ไหนไกล แค่ประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังจะมารวมกันเป็น AEC หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แต่ละประเทศจะมี “จุดเด่น” ที่ประเทศไทยไม่มี หรือมีแต่ยังสู้เขาไม่ได้ เช่น กลุ่มสินค้าเกษตรในประเทศมาเลเซียและฟิลิปปินส์ กลุ่มพลังงานในประเทศอินโดนีเซีย กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ในประเทศเกาหลีใต้
แค่ในกลุ่มประเทศ AEC ด้วยกัน ยังมีโอกาสลงทุนอยู่อีกมาก และในปัจจุบันก็มีกองทุน FIF ที่มีนโยบายลงทุนหุ้นในกลุ่มประเทศอาเซียนอยู่แล้ว โดยไม่ต้องรอให้เปิด AEC เต็มรูปแบบ นอกจากนี้ อีกหลายกองทุนก็มองเห็นศักยภาพของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ หรือ Emerging Market ซึ่งจะกลายเป็น “ผู้นำ” ในการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก
และถ้ามองออกไปให้กว้างขึ้น จะออกไปลงทุนในภูมิภาคอื่น หรือ จะลงทุนทั่วโลก ก็มีกองทุนให้เลือกลงทุน หรือจะเน้นอุตสาหกรรมไหนเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน สถาบันการเงิน สินค้าอุปโภคบริโภค ก็มีให้เลือก หรือจะชอบการลงทุนสไตล์ไหนเป็นพิเศษ เช่น สไตล์ Value Investing (VI) ก็มีให้ลงทุน
ความเสี่ยง...ต้องรับให้ได้
แต่อย่าเพิ่งฝันหวานถึงผลตอบแทนหรูหรา ถ้ายังไม่กล้ารับความเสี่ยงของกองทุน FIF ได้ เพราะเมื่อเป็นการออกไปลงทุนต่างประเทศทำให้มีความเสี่ยงที่แตกต่างจากการลงทุนในประเทศ
เพราะความห่างไกลทำให้เราไม่รู้จักกัน การลงทุนบริษัทต่างประเทศ เราก็คงไม่รู้จักเท่ากับบริษัทในประเทศ (แต่บางทีถ้านึกดูดีๆ เราอาจจะคุ้นเคยกับสินค้าของบริษัทพวกนี้มากกว่าบริษัทไทยๆ หลายแห่งเสียอีก) และเราก็คงไม่มีเวลาติดตามตลาดหุ้นต่างประเทศได้บ่อยเท่ากับตลาดหุ้นไทย
นอกจากนี้ ปัจจัยที่จะเข้ามามีผลต่อบริษัทที่เราเข้าไปลงทุนก็แตกต่างจากหุ้นไทย โดยเฉพาะสภาพเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศที่กองทุนไปลงทุน ซึ่งพวกนี้เรียกรวมๆ กันว่า Country Risk ซึ่งแต่ละประเทศอาจจะมีความเสี่ยงพิเศษในบางเรื่อง ซึ่งก่อนจะตัดสินใจลงทุนต้องแน่ใจว่า เรายอมรับได้
และความเสี่ยงที่ทำให้กองทุน FIF แตกต่างจากกองทุนในประเทศ คือ ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เพราะเงินที่เราลงทุนในกองทุน FIF เป็นเงินบาท แต่เมื่อกองทุนจะออกไปลงทุนต่างประเทศจะต้องแลกเป็นสกุลเงินต่างประเทศก่อน เมื่อเราขายหน่วยลงทุน กองทุนก็จะต้องเปลี่ยนจากสกุลเงินต่างประเทศกลับมาเป็นเงินบาท
ในขณะที่อัตราแลกเปลี่ยน หรือค่าเงินบาทมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และตรงนี้เองที่ทำให้เกิดโอกาสที่จะกำไร หรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ตลอดเวลาเช่นกัน
เพราะฉะนั้น กองทุน FIF หลายกองทุนจึงเลือกที่จะ “ปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน” โดยการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่แน่นอนไว้ ซึ่งถือเป็นการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน
ในการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนของกองทุน FIF จะมีอยู่ 4 แบบ คือ
1.ป้องกันความเสี่ยงทั้งจำนวน
2.ป้องกันความเสี่ยงเพียงบางส่วน (ต้องระบุสัดส่วนให้ชัดเจน)
3.ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
4.ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงไว้เลย
ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนต้องประเมินตัวเองด้วยว่า ยอมรับได้หรือไม่ ถ้าการลงทุนได้กำไร แต่อาจจะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน เพราะถ้าแน่ใจว่า “รับไม่ไหว” ก็ต้องหากองทุนที่มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่ต้องบอกกันไว้ก่อนว่า กองทุน FIF ที่มีนโยบายลงทุนหุ้นต่างประเทศจะไม่นิยมป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เพราะฉะนั้นถ้ารักจะลงทุนต้องยอมรับให้ได้
ผลตอบแทนย้อนหลังไม่สวย
ถ้าหันไปมองผลตอบแทนย้อนหลัง โดยเฉพาะในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา จะเห็นเลยว่าผลตอบแทนออกมาไม่สวยนัก เพราะบางกองทุนยังติดลบ แต่อย่าได้แคร์ มันก็แค่ผลตอบแทนย้อนหลัง สิ่งที่เราต้องมอง คือ โอกาสที่จะได้ผลตอบแทนนับจากนี้จะดีกว่า
เพราะในวิกฤตเศรษฐกิจโลกแบบนี้ น่าจะเป็นเวลาที่น่าจะได้ “ซื้อของดีราคาถูก” แล้วรอเวลาสัก 4-5 ปี เชื่อว่าผลตอบแทนที่ได้น่าจะสวยงาม
สำหรับ “มือเก๋า” ที่คันไม้คันมืออยากจะออกไปลงทุนหุ้นต่างประเทศดูบ้าง อย่าเพิ่งน้อยใจ เพราะสัปดาห์หน้าจะ“จัดเต็ม” ให้เลย







