
นัยของการลงทุนถ้าECBเริ่มพิมพ์เงินซื้อพันธบัตร (ตอน 1)
เมื่อต้นปี 2555 ผมเคยเขียนบทความที่มองยุโรปในแง่ที่ดีมากกว่าปัจจุบันนี้มาก (วิกฤตยุโรปและนัยต่อกลยุทธ์การลงทุน/20 ม.ค. 2555) เพราะในช่วงปลายปี ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ปล่อยเงินกู้ระยะยาว 3 ปี ไม่จำกัดจำนวนแก่สถาบันการเงินในยุโรป หรือที่เรียกว่าโครงการ LTRO ควบคู่กันไป ซึ่งเมื่อรวมกับ LTRO ในรอบต่อมารวมเป็นเงินสูงถึง 1 ล้านล้านยูโร
เมื่อต้นปี 2555 ผมเคยเขียนบทความที่มองยุโรปในแง่ที่ดีมากกว่าปัจจุบันนี้มาก (วิกฤตยุโรปและนัยต่อกลยุทธ์การลงทุน/20 ม.ค. 2555) เพราะในช่วงปลายปี ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ปล่อยเงินกู้ระยะยาว 3 ปี ไม่จำกัดจำนวนแก่สถาบันการเงินในยุโรป หรือที่เรียกว่าโครงการ LTRO ควบคู่กันไป ซึ่งเมื่อรวมกับ LTRO ในรอบต่อมารวมเป็นเงินสูงถึง 1 ล้านล้านยูโร
และประการสำคัญเมื่อรวมกับผลการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรป เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2554 ซึ่งผู้นำยุโรปทั้งหมดเห็นพ้องในการที่จะบังคับใช้มาตรการลงโทษประเทศที่ใช้จ่ายภาครัฐเกินตัว และเร่งลดการใช้จ่ายเพื่อให้กรอบการขาดดุลการคลังไม่เกิน 3% ต่อ GDP ตามสนธิสัญญามาสทริชต์ ส่งผลให้ผมมองออกเป็น 2 กรณี คือ กรณีพื้นฐานและกรณีเลวร้าย
ในตอนต้นปีผมประเมินว่าสถานการณ์ยุโรปจะเป็นกรณีพื้นฐาน แต่ผมเกรงว่า ณ ขณะนี้สถานการณ์ของยุโรปน่าจะเข้ากรณีเลวร้ายหลังจากที่ฝรั่งเศสได้ประธานาธิบดีคนใหม่ในเดือน พ.ค. 2555 และเริ่มส่งสัญญาณไม่ปฏิบัติตามคำมั่นที่ประชุมสุดยอดผู้นำยุโรปใน 9 ธ.ค. ปีที่ผ่านมา
ผลคือตอนนี้สถานการณ์ทางการเงินและการคลังยุโรปเปราะบางมาก การที่ตลาดการเงินยุโรปยังยืนอยู่ได้เพราะเชื่อว่า ECB จะใช้เครื่องมือสำคัญในการกอบกู้สถานการณ์ คือการพิมพ์เงินยูโรออกมาและเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลประเทศที่อ่อนแอทางการคลัง (Debt Monetization) เช่น สเปนและอิตาลี เพื่อกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield) ต่ำลงกว่าขอบเขตอันตราย เช่นในกรณีของสเปน Yield จะต้องต่ำกว่า 7% เป็นต้น
แม้ว่าขณะนี้ตัวแทนกรรมการนโยบายการเงินของ ECB ที่มาจากเยอรมนี จะต้านทานการพิมพ์เงิน แต่เมื่อพิจารณาจากตัวเลขเศรษฐกิจและตัวเลขการว่างงานในไตรมาส 2 ปี 2555 ของยุโรปที่ออกมาล่าสุดแล้ว ผมคิดว่าถ้าเรามาสมมติว่า ถ้า ECB พิมพ์เงินขึ้นมา จะมีนัยต่อการลงทุนอย่างไร และถ้า ECB ไม่พิมพ์เงินออกมา สถานการณ์จะเป็นอย่างไร และส่งผลต่อการลงทุนอย่างไร จะให้ภาพที่น่าสนใจในการลงทุน
ประการแรก การพิมพ์เงินยูโรออกมาเพื่อไล่ซื้อพันธบัตรสเปน อิตาลี จะส่งผลให้ความเสี่ยงโดยตรงของธนาคารพาณิชย์เอกชนในยุโรปลดลงชั่วคราว ผลคือหุ้นในยุโรป โดยเฉพาะหุ้นของสถาบันการเงินปรับขึ้น แต่อาจจะไม่มาก เพราะราคาหุ้นสถาบันการเงินยุโรปปรับขึ้นมากแล้วเพื่อรับข่าวนี้หลังจากที่ประธาน ECB ส่งสัญญาณจะพิมพ์เงินต่อนักลงทุนที่ลอนดอนเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน
นอกจากนี้ ผลของการพิมพ์เงินยูโรจะส่งผลให้ในระยะสั้น ค่าเงินยูโรจะปรับขึ้นแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ แต่ผมคาดว่าน่าจะเป็นระยะสั้นดังจะเห็นในข้อต่อไป ทั้งนี้ การพิมพ์เงินออกมาจะส่งผลให้ผู้จัดการกองทุนและนักลงทุนที่มีพฤติกรรมลงทุนแบบ Trader หรือทำกำไรระยะสั้นจากสินทรัพย์เสี่ยงในยุโรป จะได้กำไรมหาศาลจากการพิมพ์เงินของ ECB
ประการที่สอง การที่ธนาคารกลางพิมพ์เงินมาซื้อพันธบัตรรัฐบาล (Monetization) เป็นการกระทำที่ไร้วินัยทางการเงินการคลังระดับร้ายแรงที่สุดทีเดียว และเมื่อคำนึงถึงระดับหนี้สินสาธารณะจำนวนมหาศาล ผนวกกับขนาดของสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ยุโรปต่อจีดีพีของประเทศต่างๆ ในยุโรป ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าจีดีพีหลายเท่า ทำให้วงเงินที่พิมพ์ออกมาน่าจะอยู่ในระดับมหาศาล โดยวงเงินที่ ECB อาจจะพิมพ์ออกมาเพื่อให้ปัญหาอยู่ในระดับที่จัดการได้อาจจะสูงถึง 3 ล้านล้านยูโร และอาจจะสูงกว่านี้ได้ถ้าการพิมพ์เงินส่งผลให้ประเทศอ่อนแอทางการคลัง นำเอาหนี้เสียของสถาบันการเงินมาเป็นของรัฐ และส่งต่อหนี้ก้อนนี้ให้ ECB นำไปถือครองต่อ
ประการที่สาม การพิมพ์เงินยูโรออกมาส่งผลเชิงลบต่อความมั่งคั่งของยุโรปอย่างรุนแรงมาก เพราะยุโรปเป็นชาติที่สะสมทุนและเงินออม ตลอดจนความมั่งคั่งมาหลายร้อยปี นับตั้งแต่ปฏิวัติอุตสาหกรรมและการล่าอาณานิคม การพิมพ์เงินออกมาส่งผลให้เกิดการคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคตจะอยู่ในระดับที่สูง และนำมาซึ่งการเสื่อมค่าของเงินยูโร
ดังนั้น ผู้ที่บริหารเงินลงทุนให้กับบรรดามหาเศรษฐีในยุโรป ถ้าไม่เร่งเคลื่อนย้ายเงินทุนที่มีสภาพคล่องสูงจะเผชิญกับมูลค่าของสินทรัพย์ของตนมีมูลค่าต่ำลงในรูปของเงินดอลลาร์สหรัฐ เงินสวิสฟรังก์ เงินปอนด์ และเงินเยน เป็นต้น
เงินในส่วนนี้เป็นเงินที่มีปริมาณมหาศาลมาก และส่วนใหญ่อยู่ในรูปของพันธบัตรรัฐบาล ทองคำ เป็นต้น การพิมพ์เงินยูโรออกมาเป็นจำนวนมากจะกดดันให้เงินส่วนนี้ต้องเคลื่อนย้ายเพื่อเป้าหมาย คือรักษาค่าของเงินไม่ให้ลดลง ซึ่งขณะนี้สวิตเซอร์แลนด์ได้ทำการปิดไม่ให้เงินทุนลักษณะนี้ไหลเข้าสวิตเซอร์แลนด์ เพราะไม่ต้องการให้ค่าเงินสวิตฟรังก์แข็งค่า







