
เตือนคนซื้อรถคันแรกอดมีบ้าน
แวดวงเศรษฐกิจการเงินในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา นายธนาคารออกหน้าเตือนมนุษย์เงินเดือนที่เพิ่งเริ่มทำงาน ซึ่งกู้ซื้อรถคันแรกอาจจะอดกู้ซื้อบ้าน โดย ชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า นโยบายรถคันแรกจูงใจให้ผู้ที่เพิ่งเรียนจบและเริ่มต้นทำงานเข้ามาใช้สิทธิกู้เงินซื้อรถ โดยหวังจะได้ภาษีส่วนลดจากสรรพสามิตคืนสูงสุด 1 แสนบาทนั้น หากใช้สิทธิกู้ซื้อรถคันแรกแล้ว อาจจะไม่สามารถกู้ซื้อบ้านได้ เพราะเพดานการก่อหนี้มีจำกัด ต้องมีหนี้ไม่เกิน 40% ของรายได้
แวดวงเศรษฐกิจการเงินในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา นายธนาคารออกหน้าเตือนมนุษย์เงินเดือนที่เพิ่งเริ่มทำงาน ซึ่งกู้ซื้อรถคันแรกอาจจะอดกู้ซื้อบ้าน โดย ชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า นโยบายรถคันแรกจูงใจให้ผู้ที่เพิ่งเรียนจบและเริ่มต้นทำงานเข้ามาใช้สิทธิกู้เงินซื้อรถ โดยหวังจะได้ภาษีส่วนลดจากสรรพสามิตคืนสูงสุด 1 แสนบาทนั้น หากใช้สิทธิกู้ซื้อรถคันแรกแล้ว อาจจะไม่สามารถกู้ซื้อบ้านได้ เพราะเพดานการก่อหนี้มีจำกัด ต้องมีหนี้ไม่เกิน 40% ของรายได้
ประเด็นสำคัญที่น่าเป็นห่วงคือ เมื่อผ่อนรถหมดซึ่งเฉลี่ยใช้เวลาสูงสุดประมาณ 6 ปี ราคาบ้านจะปรับขึ้นไปอีก ทำให้กู้ซื้อบ้านได้ยากขึ้น เพราะปัจจุบันราคาที่อยู่อาศัยปรับเพิ่มขึ้นถึง 100% จาก 23 ปีก่อน โดยราคาเริ่มต้นเฉลี่ย 2 ล้านบาทขึ้นไป ดังนั้นโอกาสที่คนเริ่มต้นทำงานหรือนิสิตที่จบใหม่ที่ซื้อรถยนต์แล้วจะผ่อนบ้านจึงมีโอกาสเป็นไปได้น้อย
ขณะที่ ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง กล่าวว่า จากการประเมินล่าสุดพบว่าเงินงบประมาณที่ต้องจ่ายคืนในโครงการรถคันแรกจะเพิ่มสูงขึ้นถึงเท่าตัว เป็นเงิน 56 หมื่นล้านบาท มากกว่า 3 หมื่นล้านบาท ที่ตั้งเป้าไว้เดิม และโครงการนี้หลายฝ่ายเริ่มกังวลว่าอาจจะสร้างปัญหาหนี้เสียมากขึ้นในอนาคต เพราะคนซื้อรถยนต์จำนวนมาก มีรายได้ไม่สูงมากนัก หากขาดสภาพคล่องอาจหยุดผ่อนชำระค่ารถเพิ่มได้
พ้นจากเรื่องรถคันแรกแล้ว นโยบายจำนำข้าวที่กำลังร้อนระอุจากการทุจริตคอร์รัปชันในทุกขั้นตอน โดยในปีที่ผ่านมารัฐบาลตั้งงบประมาณในการรับจำนำข้าว 4 แสนล้านบาท มาปีนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รายงานผลการดำเนินงานโครงการรับจำนำพืชผลการเกษตรในปัจจุบัน ว่า ใช้เงินไปแล้วถึง 3.01 แสนล้านบาท เป็นเงินของ ธ.ก.ส. 9 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เป็นเงินกู้ ซึ่ง ธ.ก.ส.ประเมินว่าการรับจำนำพืชผลทางการเกษตรทั้งหมดต้องใช้เงินประมาณ 3.33 แสนล้านบาท
นอกจากเรื่องนี้แล้ว ข่าวที่สร้างความตกตะลึงของนักการเงินการคลังคือข่าวจากกระทรวงการคลังที่ระบุว่า ผลจากการตรวจสอบของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับการดำเนินงานของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ถึงงวดวันที่ 31 มี.ค. 2555 พบการบันทึกบัญชีลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยมีการลงบันทึกต่ำกว่าความเป็นจริงไปถึง 9,000 ล้านบาท โดยมีการบันทึกลูกหนี้เอ็นพีแอลเพียง 1.5-1.6 หมื่นล้านบาท หรือ 15-16% จากตัวเลขหนี้ที่สูงถึง 2.4-2.5 หมื่นล้านบาท หรือ 20% ของหนี้ทั้งหมด และยังพบการปรับโครงสร้างลูกหนี้เอ็นพีเเอลไม่ถูกต้อง เพื่อทำให้ตัวเลขหนี้ต่ำกว่าความเป็นจริง
จากปัญหาดังกล่าว ทำให้ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารเอสเอ็มอีแบงก์มีมติเลิกจ้าง โสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการเอสเอ็มอีแบงก์ โดยไม่มีการจ่ายเงินชดเชยและไม่แจ้งล่วงหน้า พร้อมทั้งจะดำเนินการฟ้องร้องเอาผิดทางแพ่งอีกด้วย
สัปดาห์ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กู้เงินจาก ธปท.ได้เพิ่มเติมอีก 1.4 หมื่นล้านบาท เพื่อนำไปให้กู้ยืมแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยเมื่อปี 2554 เพิ่มเติม เพราะก่อนหน้านี้ที่เคยอนุมัติไปแล้ว 6,000 ล้านบาท ไม่เพียงพอต่อความต้องการกู้ที่มีเข้ามามาก ทำให้มีผู้เดือดร้อนเนื่องจากกู้ไม่ทันจำนวนมาก
ฉะนั้น หลังจากนี้ประชาชนที่สนใจกู้สามารถยื่นขอกู้เพิ่มเติมได้ โดยผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีกู้ได้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท และบุคคลธรรมดากู้ได้ไม่เกิน 3 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย 3% นาน 5 ปี
อย่างไรก็ตามจากการใช้งบประมาณไปจำนวนมากของรัฐบาลนี้ ก็มีความพยามที่จะหาช่องจัดเก็บรายได้ภาษีเพิ่มขึ้น โดยแหล่งข่าวจากชมรมเช่าพระเครื่อง ระบุว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรในแต่ละพื้นที่ ขอให้ผู้เช่าพระเครื่องยื่นแบบชำระภาษี โดยถ้าไม่ดำเนินการทางกรมสรรพากรจะประเมินภาษีย้อนหลังกับผู้ให้เช่าพระแทน ล่าสุดทางผู้ให้เช่าพระเครื่องแสดงความยินดีที่จะยื่นแบบชำระภาษีแล้ว เพียงแต่ขอให้กรมสรรพกรอย่าเก็บภาษีย้อนหลัง
สำหรับการบริโภคในประเทศเริ่มมีสัญญาณชะลอลง สะท้อนจากยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตทั้งระบบในไตรมาส 2 ปีนี้ ที่มียอดใช้จ่ายทั้งสิ้น 9.95 หมื่นล้านบาท ลดลง 7,048 ล้านบาท หรือ 6.61% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ธปท.คาดว่ายอดใช้จ่ายที่ลดเป็นภาวะปกติตามฤดูกาลและการชะลอการใช้จ่ายของผู้บริโภค โดยในจำนวนนี้การใช้จ่ายในประเทศลดลง 6,208 ล้านบาท การใช้จ่ายในต่างประเทศลดลง 205 ล้านบาท และการเบิกถอนเงินสดล่วงหน้าลดลง 635 ล้านบาท
ในสถานการณ์ปัจจุบันแม้ไทยจะยังไม่ประสบปัญหาระดับหนี้สูงจนสร้างปัญหาเหมือนในยูโรโซน แต่นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ก็ออกมาเตือนรัฐบาลว่า ไม่ควรมีนโยบายกระตุ้นการบริโภคและการก่อหนี้ของรัฐบาลมากเกินไป จนไม่พิจารณาบริบทโครงสร้างประชากรไทยที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและความยั่งยืน เพราะอาจทำให้ไทยประสบวิกฤตเศรษฐกิจเหมือนกรีซได้เพราะการล่มสลายของกรีซเกิดจากเอกชนอ่อนแอ ธุรกิจแข่งขันไม่ได้ และมีเสียงยุให้คนในประเทศบริโภคมากๆ โดยไม่มีการออม และเพราะรัฐบาลมีบทบาทสูงในการส่งเสริมการบริโภคและการทำนโยบายประชานิยม ที่เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวสูง







