
ผลิตภัณฑ์การเงินกับหวย
จริงๆ ผลิตภัณฑ์ประเภทเงินต้นไม่หาย ผลตอบแทนมีลุ้นนั้นมีในเมืองไทยมานานแล้ว และมีในหลายรูปแบบด้วย ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้ ประกัน กองทุน ฯลฯ
จริงๆ ผลิตภัณฑ์ประเภทเงินต้นไม่หาย ผลตอบแทนมีลุ้นนั้นมีในเมืองไทยมานานแล้ว และมีในหลายรูปแบบด้วย ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้ ประกัน กองทุน ฯลฯ
รูปแบบพื้นฐานของผลิตภัณฑ์การเงินพวกนี้ ก็เหมือนกับการลงทุนทั่วไป คือ หากต้องการผลตอบแทนสูง ก็ต้องรับความเสี่ยงที่สูงขึ้นด้วย ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ (No free lunch) อย่างเช่น สลากออมสินที่คนไทยคุ้นเคยกันมากที่สุด ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการออมทรัพย์ โดยคุณฝากเงินกับทางธนาคารออมสิน รับดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนด ซึ่งมักจะน้อยกว่าดอกเบี้ยปกติของธนาคารพาณิชย์ แต่คุณจะมีสิทธิลุ้นรางวัลต่างๆ มากมาย จริงๆ แล้ว เงินรางวัลที่ธนาคารให้ก็มาจากดอกเบี้ยที่ธนาคารจ่ายลดลงให้กับผู้ถือสลากนั่นเอง
ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ มักจะได้รับความนิยมเมื่อผลิตภัณฑ์การเงินที่ไม่มีความเสี่ยงให้ผลตอบแทนที่ต่ำ ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด ก็คือ การเกิดขึ้นของกรมธรรม์ประกันชีวิตควบหน่วยลงทุน (Unit Linked) ก็เกิดขึ้นจากผลตอบแทนของกรมธรรม์ชีวิตปกติ ต่ำจนคนให้ความสนใจน้อย หรืออีกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด ก็คือ ในช่วงที่ดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ กองทุนรวมก็จะได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะกองทุนประเภทตราสารหนี้ เพราะไม่ต้องเสียภาษีจึงให้ผลตอบแทนสุทธิที่ดีกว่า แต่หากผลตอบแทนของกองทุนประเภทตราสารหนี้ก็เริ่มลดต่ำลงด้วย ตัวอย่างที่เห็นในตอนนี้ก็คือ เงินฝากธนาคาร ซึ่งดอกเบี้ยที่ได้รับจะคงที่แน่นอน แต่ก็มักจะอยู่ในระดับต่ำ เช่น เงินฝากประจำ 3 เดือนของธนาคารพาณิชย์ปัจจุบันอยู่ที่ 2.25% เท่านั้น ถูกภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% จะเหลือเพียง 1.9125% เทียบกับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปล่าสุดที่ 2.73% แสดงว่าผลตอบแทนที่แท้จริงเท่ากับ 0.8175% ขณะที่กองทุนประเภทพันธบัตรรัฐบาลอายุ 3 เดือนที่ให้ผลตอบแทน 2.7% แม้จะมากกว่าเงินฝาก แต่ก็ต่ำกว่าเงินเฟ้อเหมือนกัน
เมื่อผลตอบแทนของการออมเงินที่ไม่มีความเสี่ยงไม่จูงใจ ผู้ออมเงินก็จะมองหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่ผู้ออมเงินแต่ละคนยอมรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นได้ไม่เท่ากัน คนที่ยอมรับความเสี่ยงได้มากก็อาจหันไปมองหุ้น ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ ส่วนคนที่ยอมรับความเสี่ยงได้น้อย ก็เริ่มมองหาตราสารหนี้ของภาคเอกชน จึงเกิดช่องว่างทางตลาดอันหนึ่ง คือ ผู้ออมเงินที่อยากได้ผลตอบแทนมากๆ เหมือนลงทุนในหุ้น ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ แต่ต้องการความปลอดภัยเหมือนตราสารหนี้ จึงเกิดการลงทุนที่ความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินต้นต่ำ แต่ผลตอบแทนจะแปรผันไปตามหลักทรัพย์อ้างอิง เช่น หุ้น ทองคำ ฯลฯ ตัวอย่างเช่น
กองทุน KFGLCR18M3 ของ บลจ.กรุงศรี ที่เพิ่งปิดขายวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา มีนโยบายลงทุน 95% ในตราสารหนี้ไทยและตราสารหนี้ต่างประเทศ ที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับที่สามารถลงทุนได้ และอีก 5% จะลงทุนในสัญญาออปชันที่ให้ผลตอบแทนระหว่าง 0-15% โดยอ้างอิงจากการเปลี่ยนแปลงราคาของหน่วยลงทุน SPDR Gold Trust (กองทุนอีทีเอฟที่ลงทุนในทองคำ) ทั้งนี้ผู้ลงทุนจะได้รับเงินลงทุนคืนเต็มจำนวนเมื่อครบอายุกองทุน และมีโอกาสได้รับผลตอบแทนทุกรอบ 6 เดือน จากการคำนวณส่วนต่างของราคาทอง ณ วันตรวจสอบและวันเริ่มต้น แล้วนำมาเฉลี่ยเป็นผลตอบแทน 6 เดือน โดยแบ่งออกเป็น 3 กรณี คือ กรณีแรก รับผลตอบแทน 0.01–5% กรณีที่ราคาทองปรับเพิ่มหรือลดไม่เกิน 15% กรณีที่ 2 รับผลตอบแทน 0.60% กรณีที่ราคาทองปรับเพิ่มหรือลดเกินกว่า 15% และกรณีที่ 3 จะไม่ได้รับผลตอบแทน กรณีที่ราคาทองไม่เปลี่ยนแปลง
หรืออย่างอดีตที่บางบริษัทจัดการออกกองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารที่มีลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง (Structured Note) ที่มีเงื่อนไขที่จะชำระเงินต้นคืนเต็มจำนวน ซึ่งออกโดยสถาบันการเงิน โดยตราสารดังกล่าวเป็นตราสารหนี้ที่มีการจ่ายผลตอบแทนขั้นต่ำและอาจมีผลตอบแทนพิเศษ ซึ่งเงื่อนไขการได้รับผลตอบแทนพิเศษดังกล่าวจะอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ดัชนี SET50 แกว่งตัวอยู่นอกช่วงที่กำหนด ณ สิ้นวันใดวันหนึ่งในช่วงอายุตราสาร กองทุนจะไม่ได้รับผลตอบแทนพิเศษเลย แต่ในกรณีที่ดัชนี SET50 แกว่งตัวในช่วงที่กำหนดตลอดอายุตราสาร กองทุนจะได้รับผลตอบแทนพิเศษ โดยวันที่เริ่มต้นดัชนี SET50 จะเป็นวันที่กองทุนเริ่มต้นลงทุนในตราสาร
จะเห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์ทางการเงินจะเริ่มซับซ้อนมากยิ่งขึ้น จนมองไม่ออกว่าเป็นหุ้น ตราสารหนี้ หรือทองคำ ดังนั้นผู้ลงทุนก็ควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดรอบคอบ และทำความเข้าใจให้ถูกต้องก่อนลงทุน อย่างน้อยต้องศึกษาความเสี่ยงของตราสารที่กองทุนลงทุน เงื่อนไขของผลตอบแทน และที่สำคัญก็คือการลงทุนประเภทนี้มักจะกำหนดอายุการลงทุน ทำให้ไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ก่อนครบอายุ เงินที่ลงทุนจึงต้องมั่นใจว่าเป็นเงินที่สามารถลงทุนได้ครบตามระยะเวลาที่กำหนดของการลงทุนจริงๆ







