
จ๊ากข้อมูลธปท. เอสเอ็มอีแบงก์ซุกหนี้เสียเพียบ
อึ้งทึ่งเสียว ข้อมูล ธปท.มัดเอสเอ็มอีแบงก์ซุกหนี้เน่าเพียบกว่า 9,000 ล้านบาท
อึ้งทึ่งเสียว ข้อมูล ธปท.มัดเอสเอ็มอีแบงก์ซุกหนี้เน่าเพียบกว่า 9,000 ล้านบาท
แหล่งข่าวกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ผลการตรวจสอบของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับการดำเนินงานของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) จนถึงงวดวันที่ 31 มี.ค. 2555 ที่ผ่านมา พบว่า เอสเอ็มอีแบงก์มีการบันทึกบัญชีลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยมีการลงบันทึกต่ำกว่าความเป็นจริงถึง 9,000 ล้านบาท
ข้อมูล ธปท.ระบุว่า เอสเอ็มอีแบงก์บันทึกลูกหนี้เอ็นพีแอลที่ระดับ 1.5-1.6 หมื่นล้านบาท หรือ 15-16% เท่านั้น หากรวมลูกหนี้เอ็นพีแอลที่ยังไม่ได้บันทึกบัญชีจะทำให้ตัวเลขสูงถึง 2.4-2.5 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนสูงกว่า 20% ของหนี้ทั้งหมด
นอกจากนี้ ผลการตรวจสอบของ ธปท. ระบุว่า เอสเอ็มอีแบงก์มีการปรับโครงสร้างลูกหนี้เอ็นพีเเอลไม่ถูกต้อง โดยลูกหนี้จำนวนมากยังไม่ได้มาเซ็นสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ แต่ธนาคารกลับจัดชั้นเป็นลูกหนี้ดี ทำให้ตัวเลขหนี้เอ็นพีแอลต่ำกว่าความเป็นจริง
ธปท.ยังระบุในรายงานการตรวจสอบ ว่า เอสเอ็มอีแบงก์มีการปล่อยสินเชื่อชะลอเลิกจ้างงานเกินกว่าที่คณะกรรมการกำหนดไว้ที่ 7,000 ล้านบาท โดยมีการปล่อยไปถึง 1.9 หมื่นล้านบาท ทำให้ธนาคารอาจเสียหายขึ้นในอนาคต
แหล่งข่าว เปิดเผยว่า ผลการตรวจสอบของ ธปท. ที่สรุปออกมาเมื่อปลายเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา แต่เป็นการตรวจสอบข้อมูลถึงเดือน มี.ค. 2555 สอดคล้องกับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่คณะกรรมการธนาคารตั้งขึ้น โดยพบว่า ธนาคารมีหนี้เอ็นพีแอลที่ยังไม่บันทึกบัญชีสูงกว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยเป็นหนี้เสียจากสินเชื่อชะลอเลิกจ้างงานสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สินเชื่อช่วยน้ำท่วมสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และสินเชื่อแท็กซี่สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเอสเอ็มอีแบงก์ ที่กระทรวงการคลังตั้งขึ้น เปิดเผยว่า ได้ให้ ธปท.และเอสเอ็มอีแบงก์มาให้ข้อมูลแล้ว คาดว่าจะสรุปผลสอบได้เร็วๆ นี้ว่า การดำเนินการที่ผ่านมาของผู้บริหารทำให้ธนาคารเสียหายหรือไม่
ขณะที่นายนริศ ชัยสูตร อธิบดีกรมธนารักษ์ ประธานคณะกรรมการเอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวว่า คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ที่ธนาคารตั้งขึ้นจะสรุปผลสอบในเดือนนี้ หากพบว่าผู้บริหารของธนาคารมีส่วนทำให้ธนาคารเสียหายก็จะเอาผิดทางกฎหมายต่อไป
สำหรับหนี้เสียของธนาคารที่เพิ่มขึ้น คาดว่า อาจจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 4 หมื่นล้านบาท หรือกว่า 40% ของหนี้ทั้งหมด จึงได้สั่งการให้คณะกรรมการฟื้นฟูที่ตั้งขึ้นเร่งเข้าไปดูและจัดการปัญหานี้เป็นการด่วน เพื่อไม่ให้มีปัญหากับธนาคารมากไปกว่านี้
ก่อนหน้านี้ นายโสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการเอสเอ็มอีแบงก์ ออกมาเปิดเผยว่า การประเมินหนี้เสียของคณะกรรมตรวจสอบ เป็นการคาดการณ์ไปเองเกินความเป็นจริง แต่ยอมรับว่าหากมีการจัดหนี้ตามชั้นคุณภาพตามเกณฑ์ของ ธปท. จะทำให้หนี้เสียของธนาคารเพิ่มขึ้น







