posttoday
เปิดปฏิบัติการดึงทุนจีนเข้าไทย

เปิดปฏิบัติการดึงทุนจีนเข้าไทย

10 สิงหาคม 2555

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นำคณะเดินทางไปจัดกิจกรรม และจัดสัมมนาชักจูงการลงทุน ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนจีน ณ กรุงปักกิ่ง และนครเซี่ยงไฮ้ ระหว่างวันที่ 810 ส.ค. สานต่อความสัมพันธ์ หลังนายกรัฐมนตรีไทยกลับจากการเยือนประเทศจีนก่อนหน้านี้

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นำคณะเดินทางไปจัดกิจกรรม และจัดสัมมนาชักจูงการลงทุน ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนจีน ณ กรุงปักกิ่ง และนครเซี่ยงไฮ้ ระหว่างวันที่ 810 ส.ค. สานต่อความสัมพันธ์ หลังนายกรัฐมนตรีไทยกลับจากการเยือนประเทศจีนก่อนหน้านี้

รอบนี้ ผู้บริหารจากไทยที่เดินทางไปจีน นำทีมโดย ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รมว.อุตสาหกรรม อรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการบีโอไอ ศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ อัจฉรียา เทพัฒนพงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และสมาคมผู้ประกอบการไทยจีน เป็นต้น

ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ แสดงความมั่นใจบนเวทีสัมมนา “Investment Environment and Opportunities in Thailand 2012” ที่กรุงปักกิ่ง ว่า มูลค่าการค้า การลงทุนร่วมกันระหว่าง 2 ประเทศ ภายใน 5 ปีข้างหน้าจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้จะได้ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ภายใต้กรอบหุ้นส่วนความร่วมมือทางยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทยจีนแน่นอน เห็นได้จากมูลค่าการค้าร่วมกันเมื่อปีที่แล้วได้ถึง 5.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 24.3% และมีมูลค่าการส่งออกจากไทยไปจีน 2.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

ปี 2554 นักลงทุนจีนลงทุนในไทยเป็นอันดับ 4 มีมูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 911 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 166% และครึ่งปีแรกของปีนี้ นักลงทุนจีนเข้ามาลงทุนในไทยแล้ว 18 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนเกือบ 200 เหรียญสหรัฐ เชื่อว่าการลงทุนจากจีนมีศักยภาพที่จะขยายตัวได้มากกว่านี้ หรือขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น

“เราจะชวนนักธุรกิจในกลุ่มอุตสาห กรรมยานยนต์ 2 บริษัทใหญ่ของจีน คือ บริษัท เซี่ยงไฮ้ ออโตโมทีฟ อินดัสตรี คอเปอเรชั่น (SAIC) และบริษัท เกรท วอลล์ มอเตอร์ เข้ามาลงทุนผลิตรถยนต์นั่งและรถกระบะปิกอัพในไทยภายในปีหน้า คาดว่าจะมีมูลค่าลงทุนไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท และยังจะชวนนักธุรกิจกลุ่มเคมีภัณฑ์เข้าไปลงทุนต่อยอดธุรกิจไบโอพลาสติกในไทยด้วย” ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมั่นใจไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงที่จะเป็นแหล่งลงทุน มีโอกาสที่จะขยายการค้า เนื่องจากการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรืออังค์ถัด มีการสำรวจบริษัทข้ามชาติ ระบุว่า ในช่วง 3 ปีข้างหน้าไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนอันดับ 8 ของโลกรองจากจีน สหรัฐอเมริกา อินเดีย อินโดนีเซีย บราซิล ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร และธนาคารโลก ยังจัดให้ไทยเป็นประเทศที่มีความสะดวกในการทำธุรกิจเป็นอันดับ 17 ของโลก และเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน

ขณะเดียวกัน กรุงเทพฯ ก็เป็นเมืองที่มีค่าครองชีพถูกที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งรัฐบาลไทยมีนโยบายปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงเหลือ 23% จาก 30% ในปี 2555 และจะลดลงเหลือ 20% ในปีหน้า เป็นอัตราการเก็บภาษีที่ต่ำสุดเป็นอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ และยังมีโอกาสที่จะขยายธุรกิจไปยังตลาดอาเซียนที่จะเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปี 2558 ด้วย เนื่องจากมีทำเลที่ตั้งเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค และมีอุตสาหกรรมสนับสนุนเข้มแข็ง

อย่างไรก็ตาม บีโอไอได้ปรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนไปสู่การเป็นเศรษฐกิจฐานความรู้ เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มากขึ้น โดยจะปรับเปลี่ยนเป็นการให้สิทธิประโยชน์การลงทุนตามประเภทของอุตสาหกรรม หากเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร จะได้รับสิทธิประโยชน์ที่สูงกว่า ส่งเสริมอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับข้อได้เปรียบของประเทศที่จะช่วยเสริมความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ตลอดจนส่งเสริมการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีสะอาด เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมสร้างเขตอุตสาหกรรมใหม่ๆ เพื่อรองรับการขยายตัวการลงทุน รวมถึงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมชายแดน และส่งเสริมการรวมตัวของผู้ผลิตชิ้นส่วนให้เป็นเอกภาพ

ด้าน อรรชกา กล่าวว่า ในปีนี้บีโอไอมีนโยบายให้สิทธิประโยชน์แพ็กเกจพิเศษใน 3 กลุ่มกิจการ คือ กิจการที่เกี่ยวกับการประหยัดพลังงานและพลังงานทดแทน กิจการผลิตวัสดุและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกิจการที่มีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนภายในสิ้นปีนี้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ไทยอยากจะเชิญชวนให้นักลงทุนจีนเข้าไปลงทุนในไทย เพราะไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 15 ของโลก และคาดว่าภายในปี 2557 กำลังการผลิตรถยนต์ของไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.4 ล้านคัน ซึ่งจะทำให้ไทยติดลำดับท็อปเทนของโลก รวมทั้งยังสามารถใช้เป็นฐานส่งออกได้อีกด้วย

หลังจากนี้คณะโรดโชว์ก็จะมุ่งสู่นครเซี่ยงไฮ้เป็นเป้าหมายต่อไป

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน