
ดูแล...‘คุณแม่’ในแต่ละช่วงวัย
วันแม่ใกล้เข้ามาทุกที ปีนี้วันแม่เป็นวันหยุดยาวสามวันตั้งแต่วันเสาร์ถึงวันจันทร์ “ลูก”
โดย...อุมาพันธ์ เจริญยิ่ง
วันแม่ใกล้เข้ามาทุกที ปีนี้วันแม่เป็นวันหยุดยาวสามวันตั้งแต่วันเสาร์ถึงวันจันทร์ “ลูก” หลายคนจึงได้โอกาสดีที่จะตีตั๋วกลับบ้านไปกอดแม่กันแล้วนะคะ การดูแลคุณแม่จะว่าไปแล้วมีวิธีการดูแลได้หลายวิธี ทั้งในเรื่องเงินๆ ทองๆ และไม่ใช่เรื่องเงินค่ะ ไม่ว่าจะเป็นให้เงินเดือนให้คุณแม่ใช้ ดูแลเรื่องอาหารการกิน ไปจนถึงการดูแลเมื่อเจ็บป่วยเป็นไข้ไม่สบายค่ะ
หากเปรียบเทียบการดูแลคุณแม่ที่เราทำอยู่ กับตอนที่คุณแม่ดูแลเราตั้งแต่อุ้มท้อง ก็ต้องบอกว่า แทบจะเทียบกันไม่ได้เลย เพราะคุณแม่ต้องใช้ความอดทนสูง ตั้งแต่ดูแลสุขภาพตัวเองให้ดี ต้องอด งดของชอบหลายอย่าง เพื่อสุขภาพลูก ไปจนถึงทนเจ็บท้องเมื่อยามคลอดลูกค่ะ ดังนั้น การดูแลสุขภาพของ “คุณแม่” จึงทำได้ในหลายช่วงวัย
จะว่าไปแล้ว เริ่มต้นได้ตั้งแต่ตอนตั้งครรภ์กันเลยทีเดียว เพราะคุณแม่อาจมีความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ในตอนตั้งครรภ์ ไปจนถึงในช่วงทำคลอด ซึ่งสมัยนี้ก็มีประกันสุขภาพหรือสัญญาเพิ่มเติมที่คอยช่วยดูแลให้ในเรื่องของการตั้งครรภ์ค่ะ ว่าที่คุณแม่มือใหม่สามารถทำประกันได้ตั้งแต่อายุ 18 ปีจนถึงอายุ 40 ปี ประกันสุขภาพหรือสัญญาเพิ่มเติมประเภทนี้ครอบคลุมทั้งในขณะที่ตั้งครรภ์ และคุ้มครองภายหลังคลอดบุตร โดยกรณีคลอดบุตรก็คุ้มครองทั้งคุณแม่หรือทารกหากมีอาการแทรกซ้อนซึ่งมีสาเหตุมาจากการคลอดบุตรค่ะ
สำหรับในช่วงอายุที่เพิ่มขึ้น ผู้หญิงก็มีโอกาสเจ็บป่วยมากขึ้น ยิ่งโดยเฉพาะคุณแม่ กระดูกก็ย่อมต้องบางเป็นธรรมดา เพราะต้องสูญเสียแคลเซียมให้กับลูกน้อย และยังมีความเสี่ยงจากโรคภัยไข้เจ็บหลายอย่าง โรคร้ายแรงของผู้หญิงที่พบเป็นกันบ่อย
หนีไม่พ้นมะเร็งเต้านม หรือปากมดลูก มะเร็งที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะสืบพันธุ์สตรี โรคลูปัส หรือโรค SLE ซึ่งโรคต่างๆ พวกนี้มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ประกันสุขภาพหรือสัญญาเพิ่มเติมที่คุ้มครองโรคร้ายแรง ก็จะเป็นตัวช่วยที่ทำให้คุณแม่และครอบครัวอุ่นใจได้ค่ะ คำถามที่เจอบ่อยก็คือ จำเป็นต้องทำประกันพวกนี้ไหม ถ้าที่ทำงานให้ความคุ้มครองแล้ว ก็มีหลักง่ายๆ ให้พิจารณาค่ะว่า ประกันกลุ่มหรือสวัสดิการของที่ทำงานให้ความคุ้มครองครบถ้วนทุกโรคไหม มีข้อยกเว้นอะไรบ้าง และคุ้มครองจนถึงอายุเท่าไร เกษียณแล้วยังมีสวัสดิการหรือไม่ วงเงินคุ้มครองที่มีให้เพียงพอต่อค่ารักษาโรงพยาบาลที่เราใช้ประจำหรือไม่ โอกาสเสี่ยงในการเจ็บป่วยของเราโดยดูจากประวัติคนในครอบครัวเคยเจ็บป่วยด้วยโรคดังกล่าวมากน้อยแค่ไหน และโอกาสการย้ายงานของเรามีมากไหม เพราะสัญญาเพิ่มเติมพวกนี้มีกำหนดอายุรับประกันค่ะ เช่น รับประกันเมื่ออายุของผู้เอาประกันไม่เกิน 50 ปี เป็นต้น
ในบางครั้งหากเกิดเปลี่ยนใจออกมาทำงานส่วนตัว จะมาซื้อก็ซื้อไม่ได้ เพราะอายุมากเกินไปแล้ว หรือบางครั้งถ้าซื้อได้ เบี้ยประกันก็จะแพงมากๆ เลยทีเดียว
พอมาถึงช่วงอายุหลังเกษียณของคุณแม่ ช่วงวัยนี้โอกาสเสี่ยงจากอุบัติเหตุ กระดูกแตกหักจะสูงค่ะ เพราะอย่างที่กล่าวข้างต้น
คุณแม่ที่มีลูกหลายคนมักจะกระดูกบาง เมื่อมีเหตุหกล้มในช่วงสูงวัย โอกาสที่จะกระดูกแตกหักสูง ซึ่งใช้เวลารักษาที่ยาวนานกว่าหนุ่มสาว การฟื้นตัวทำได้ช้า และอาจเกิดโรคแทรกซ้อนขึ้นได้ ดังนั้น ในช่วงวัยนี้ นอกจากจะดูแลสุขภาพเรื่องอาหารการกินแล้ว แนะนำให้ดูความคุ้มครองเรื่องอุบัติเหตุ และกระดูกแตกหัก หรือที่เรียกว่า Broken Bone ค่ะ
ทางเลือกในการซื้อความคุ้มครองให้ครอบคุลมค่ารักษาพยาบาลเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ผ่านการทำประกันทำได้หลายวิธีนะคะ อาจจะเลือกซื้อประกันอุบัติเหตุ ประกันกระดูกแตกหักแยกต่างหาก หรือซื้อประกันสุขภาพที่ครอบคลุมทั้งในเรื่องของค่ารักษาพยาบาล ไปจนถึงอุบัติเหตุก็ได้ ข้อแตกต่างคือ การซื้อประกันอุบัติเหตุ ประกันกระดูกแตกหักแยกต่างหาก ค่าเบี้ยประกันจะไม่แพง แต่ความคุ้มครองก็จะจำกัดตามแบบ ไม่ได้รวมถึงค่ารักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วยอื่นๆ ค่ะ
นอกจากทางเลือกซื้อประกันแล้ว ยังมีอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับความคุ้มครองก็คือ เงินฝากสำหรับผู้สูงอายุที่บางประเภทมีการให้ความคุ้มครองอุบัติเหตุให้กับผู้ฝากเงินด้วย โดยให้ความคุ้มครองสูงสุดไม่เกินวงเงินเงินฝากค่ะ
การดูแลด้วยเงินทอง หรือดูแลเมื่อยามเจ็บป่วยเพียงอย่างเดียว ยังไม่พอนะคะ อย่าลืมแบ่งเวลาให้กับคุณแม่อย่างสม่ำเสมอ
ใช้เวลาอยู่กับท่านมากๆ ทำความดี เป็นคนดีของครอบครัว เป็นคนดีของสังคม เป็นของขวัญสำหรับคุณแม่ค่ะ







