
แห่ปรับลดเสราบกิจเหลือ5.7%
สัปดาห์ที่ผ่านมา ไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาระบุว่า
สัปดาห์ที่ผ่านมา ไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาระบุว่า
การประเมินภาวะเศรษฐกิจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประจำเดือน ก.ค.ปีนี้ ว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่คาด จากผลของวิกฤตเศรษฐกิจยูโรที่กระทบต่อการส่งออกสินค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งจะส่งผลถึงอุปสงค์ในประเทศในระยะต่อไปด้วย
ทั้งนี้ ส่งผลให้ กนง. คาดว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปีนี้น่าจะโตได้ที่ระดับ 5.7% ลดลงจากที่คาดไว้ครั้งก่อนที่ 6% ส่วนปีหน้าคาดว่าจีดีพีจะโตที่ 5% ลดลงจาก 5.8% ที่เคยคาดไว้ครั้งก่อน
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ กนง.ปรับลดประมาณการในครั้งนี้ คือ ถึงเศรษฐกิจในครึ่งปีแรกจะฟื้นตัวจากสถานการณ์น้ำท่วมได้ดี แต่ในระยะต่อไปเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอจากครั้งก่อน สะท้อนจาก 1.อุปสงค์ในประเทศมีแนวโน้มชะลอลง หลังจากที่เร่งฟื้นฟูไปมากในช่วงครึ่งปีแรก 2.เศรษฐกิจโลกแผ่วลงและมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อการส่งออกสินค้าและอุปสงค์ในประเทศ ทั้งการใช้จ่าย การบริโภค การลงทุนมากขึ้นในระยะต่อไป และ 3.แรงกระตุ้นจากภาครัฐ ดูจากการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐที่ควรมีตาม พ.ร.บ.นั้น มีการเบิกจ่ายน้อยกว่าที่ประเมินไว้ ทำให้แรงส่งในส่วนนี้ลดลงด้วย
ไพบูลย์ กล่าวว่า สำหรับการประมาณการจีดีพีปีนี้ที่ 5.7% เนื่องจากคาดไว้ว่า ไตรมาสแรกโต 0.3% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน ไตรมาส 2 คาดว่าจะโต 3.5% ไตรมาส 3 คาดว่าโต 3.2% และไตรมาส 4 คาดว่าโต 16.7%
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่อาจจะมากระทบไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป เพราะเศรษฐกิจโลกอ่อนแอลง ส่งผลให้ธนาคารกลางในหลายประเทศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อรับมือเศรษฐกิจโลกและช่วยดูแลเศรษฐกิจไปบ้างแล้ว เช่น จีนปรับลดไป 2 ครั้ง เกาหลีใต้และฟิลิปปินส์ เป็นต้น แต่ธนาคารกลางที่ปรับลดดอกเบี้ยลงถือเป็นส่วนน้อย แต่ธนาคารกลางส่วนใหญ่ รวมทั้งไทยยังต้องการเก็บกระสุนไว้ก่อนเพื่อรอดูสถานการณ์ผลกระทบ หากจำเป็นก็พร้อมจะดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสมต่อไป
สำหรับในภาคการส่งออก กนง.คาดว่า ปีนี้ทั้งปีน่าจะโตได้ดีที่สุดที่ระดับ 7% ซึ่งต่ำกว่าประมาณการของรัฐบาลที่ตั้งไว้ที่ 15% และถ้าจะโตให้ได้ 7% ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ต้องส่งออกให้ได้เฉลี่ยเดือนละ 2.18 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือในครึ่งปีหลังนี้ส่งออกต้องโตให้ได้ 16.3% ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมูลค่าการส่งออกสูงสุดในอดีตที่ทำได้ในเดือน ก.ย. 2553 อยู่ที่ 2.13 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ที่สำคัญหากปีนี้ส่งออกจะโต 15% ต้องส่งออกให้ได้เฉลี่ยเดือนละ 2.44 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือครึ่งปีหลังต้องโตให้ได้ 9.7% หรือต้องโตเฉลี่ย 0.8% ถ้าเทียบไตรมาสต่อไตรมาส
ด้านกุลยา ตันติเตมิท ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในไตรมาส 2 น่าจะเติบโตไม่เกิน 3% เนื่องจากตัวเลขการส่งออกและดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือน มิ.ย. ต่ำกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ ขณะที่ไตรมาส 3 และ 4 นั้น คาดว่าจีดีพีน่าจะเติบโตได้ในระดับ 10% เนื่องจากฐานต่ำในปีก่อนหน้า
ทั้งนี้ ในเดือน ก.ย. 2555 กระทรวงการคลังจะมีการปรับประมาณการตัวเลขการส่งออกลดลงจากที่ประมาณการไว้เดิม 12.8% เนื่องจากตัวเลขการส่งออกเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา การส่งออกขยายตัวได้น้อยกว่าที่ประเมินไว้
กุลยา กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเดือน มิ.ย.เริ่มชะลอตัวลง ผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจยุโรป ทำให้มูลค่าการส่งออกที่หดตัวในเดือน มิ.ย. 2555 โดยเฉพาะการส่งออกไปยังกลุ่มสหภาพยุโรปที่ขยายตัวติดลบในระดับสูงกว่า 17.6% ทำให้การส่งออกไตรมาส 2 ติดลบ 0.04% รวมกับไตรมาสแรกที่ติดลบ 3.9% ทำให้การส่งออกในงวดครึ่งปีติดลบไปแล้ว 2% ถึงกระนั้นกระทรวงการคลังยังยืนเป้าหมายการขยายตัวของเศรษฐกิจทั้งปี 5.7%
สำหรับเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง ยังมีปัจจัยลบต้องติดตามใน 2 เรื่อง คือ ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปที่ยังเป็นปัญหาและหดตัวลงและต้องติดตามทิศทางการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและอินเดียที่ยังสะท้อนการชะลอตัว
ขณะที่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ยังออกมายืนยันว่า การส่งออกของไทยปีนี้จะขยายตัวได้ 15% และการขยายตัวเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 7% ตามที่ตั้งเป้าไว้
ทั้งนี้ ในที่สุดรถยนต์คันแรกก็ได้ผลสรุปเมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขยายเวลาการส่งมอบออกไปแบบไม่มีกำหนด
เบญจา หลุยเจริญ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า การขยายเวลาสิทธิรถคันแรกให้รับรถได้ไม่มีกำหนด แต่ต้องซื้อและจองรถภายในปีนี้ คาดว่าจะมีผู้ได้สิทธิเพิ่มขึ้น โดยผู้ซื้อที่ถือใบจองรถต้องนำใบจองรถมายื่นขอให้สิทธิก่อนวันที่ 31 ธ.ค.นี้เท่านั้น ถ้ายื่นหลังจากนั้นจะหมดสิทธิทันที ส่วนการส่งมอบรถจะดำเนินการภายในเมื่อไรก็ได้ ซึ่งจากหารือกับผู้ประกอบการยืนยันว่า จะส่งมอบรถยนต์ให้กับลูกค้าภายใน 6 เดือน ถึง 1 ปี หลังจากนั้นเมื่อได้รถรถยนต์ต้องยื่นเอกสารให้ครบภายใน 90 วัน
นอกจากนี้ ผู้ถือใบจองและผู้ซื้อรถต้องเป็นคนเดียวกัน มีอายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไป โดยใบจองรถที่ใช้สิทธิได้ต้องเป็นใบจองตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค. 2555-31 ธ.ค. 2555 เพื่อเป็นการป้องกันการขายใบจองที่เกิดขึ้นวันที่ 30 ก.ค. 2555 ที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ขยายเวลาการส่งมอบรถยนต์คันแรก
เบญจา กล่าวว่า การขยายเวลาการส่งมอบรถจะทำให้ผู้มาขอใช้สิทธิมากขึ้น แต่ภาระรวมที่รัฐบาลต้องจ่ายเงินคืนยังอยู่ในกรอบ 3 หมื่นล้านบาท ที่ประเมินก่อนหน้านี้ โดยขณะนี้มีผู้มาขอใช้สิทธิรถยนต์กับกรมสรรพสามิตแล้ว 1.8 แสนคัน จากผู้ซื้อรถคันแรกทั้งหมด 4 แสนคัน เป็นเงินที่ต้องจ่ายคืน 8,000 ล้านบาท
การจ่ายเงินคืนให้กับผู้ซื้อรถคันแรก ทางกรมสรรพสามิตได้ประสานกับกรมบัญชีกลางแล้ว โดยคาดว่าจะจ่ายเงินผ่านทางบัญชีของผู้มีสิทธิ ซึ่งจะเริ่มทยอยจ่ายเงินครั้งแรกในเดือน ก.ย.นี้
ด้านตลาดหุ้นรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.66% จากสัปดาห์ก่อนหน้ามาปิดที่ระดับ 1,197.53 จุด แม้ในช่วงกลางสัปดาห์ดัชนีจะปิดทะลุ 1,200 จุด ได้อีกครั้ง จากแรงเก็งกำไรที่คาดหวังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางยุโรป จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม แต่สุดท้ายไม่มีมาตรการใดๆ ทำให้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ดัชนีอ่อนตัวลง โดยตลอดสัปดาห์นักลงทุนต่างชาติ บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และนักลงทุนรายย่อยเป็นผู้ซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์หน้า บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยและบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ดัชนีมีโอกาสผันผวนในทิศทางขาลงจากแรงกดดันการรายงานผลประกอบการ หุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีที่คาดว่าน่าจะไม่สดใส รวมทั้งต้องติดตามตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีและตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญ โดยคาดว่าดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,180 และ 1,160 จุด แนวต้านอยู่ที่ 1,216 และ 1,225 จุด ตามลำดับ







