
ยูโรสั่นคลอน ส่งออกจุกเพียบ
โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์
โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์
ปัญหาสหภาพยุโรป (อียู) ดูแล้วจะกินเวลาอีกยาวนาน และวุ่นวายพอที่จะสร้างความปั่นป่วนต่อเศรษฐกิจโลก ไม่ต่างจากปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพ (ซับไพรม์) ที่เกิดขึ้นในสหรัฐเมื่อปี 2551 ครั้งนั้นอานุภาพซับไพรม์ทำลายล้างมากพอให้ภาคการเงินทั่วโลกสั่นคลอนได้ ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน “สุทธาภา อมรวิวัฒน์” ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ เชื่อว่าปัญหาอียูจะกินเวลายาวนานอีก 4-5 ปี
สุทธาภา บอกว่า สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษจากนี้ คือ สเปนและอิตาลี ที่อาจเป็นผู้โชคร้ายรายต่อไป และหาก 2 ประเทศนี้ติดหล่มเมื่อใด ภาคการเงินในโลกจะป่วยไข้ตามไปด้วย เหตุเพราะสเปนและอิตาลีเป็นประเทศขนาดใหญ่ และมีโครงสร้างทางการเงินที่ใหญ่มาก ธนาคารพาณิชย์ของทั้งสองประเทศจึงเกี่ยวพันในยุโรปสูง
ปัจจุบันสเปนมีหนี้สาธารณะทะลุเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 70% ของจีดีพี แม้ดูว่าจำนวนหนี้สาธารณะยังน้อย แต่จำนวนคนตกงานของสเปนกลับอยู่ในระดับสูงถึง 25% ในขณะที่ต้นทุนการกู้ยืมของสเปนเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องมีการรีไฟแนนซ์หนี้ก้อนใหญ่ในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะส่งผลต่อสถานะการคลัง ปัจจุบันดุลการคลังของสเปนติดลบอยู่แล้ว ยิ่งจะทำให้หนี้สาธารณะของสเปนกระโดดขึ้นสูงกว่านี้
ส่วนอิตาลี ขณะนี้หนี้สาธารณะพุ่งขึ้นถึง 120% ของจีดีพี การเติบโตในประเทศเริ่มหดตัว อัตราคนตกงานเริ่มทยอยสูงขึ้น และต้องมีการรีไฟแนนซ์หนี้เก่าเช่นกัน ทำให้ภาคการคลังมีต้นทุนสูง จากนี้ระดับหนี้สาธารณะของอิตาลีอาจทะยานเพิ่มขึ้นรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้หนี้สาธารณะของสเปนจะดูดีกว่า แต่สเปนก็ยังเผชิญปัญหาต้นทุนการกู้ยืมเงินสูง ในขณะที่เศรษฐกิจในประเทศต้องพึ่งพารัฐบาลใส่เงินเข้าระบบ แต่เมื่อฟากรัฐบาลมีต้นทุนกู้ยืมเงินสูงขึ้น ก็จะยิ่งทำให้หนี้กระโดดสูงขึ้นมาก ผลที่ตามมา คือ เศรษฐกิจจะหดตัวแรง
สุทธาภา เห็นว่า ระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา ยังไม่เห็นการแก้ปัญหาระยะยาวของชาติสมาชิกยุโรป ขณะนี้จึงมีเพียง 2 ทางเลือก คือ ชาติสมาชิกรวมตัวกันทำให้ยุโรปแน่นขึ้น หรือชาติสมาชิกจะคลายตัวหลวมออกจากกัน
“วันนี้ดูแล้วว่าสมาชิกยุโรปจะอยู่ด้วยกันต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากกว่าการแยกตัวออกจากกัน โดยอาจมีการจัดตั้งสหภาพธนาคารยุโรป จากปัจจุบันธนาคาร สเปนก็จะถูกควบคุมโดยธนาคารกลางสเปน แต่หากเกิดสหภาพธนาคารยุโรปก็จะทำให้บทบาทธนาคารกลางแต่ละแห่งลดลง แต่ก็ขึ้นอยู่ที่ว่าสหภาพธนาคารยุโรปจะมีนโยบายออกมาอย่างไร” สุทธาภา กล่าว
นักเศรษฐศาสตร์ผู้นี้ ย้ำว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในยุโรป คือ ปัญหาหนี้ภาคสาธารณะ เมื่อมีการกู้เกินตัวก็ทำให้เศรษฐกิจเกิดฟองสบู่ เหมือนสหรัฐที่เคยเกิดปัญหาขึ้นในปี 2551 ความเปราะบางโครงสร้างเศรษฐกิจจึงมีอยู่สูง เกิดปัญหาทั้งขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและขาดดุลการคลัง เป็นการขาดดุล 2 ด้านพร้อมกัน เมื่อขายของออกไม่ได้ หนี้สาธารณะสูง ความต้องการในประเทศลดลง จึงเกิดปัญหาหมุนเป็นวงจรอุบาทว์ ส่งผลมายังธนาคารพาณิชย์ เพราะเมื่อเศรษฐกิจในประเทศไม่สามารถทำงานได้ ระดับความเสี่ยงขององค์กรต่างๆ สูงขึ้น ก็มีโอกาสที่สินเชื่อจะเป็นหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) คล้ายปี 2541 ของไทย
อย่างไรก็ตาม วิกฤตต้มยำกุ้งขณะนั้น ประเทศไทยมีแค่ปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แต่ไม่ได้ขาดดุลการคลัง ต่างจากยุโรปในขณะนี้ที่เกิดปัญหาในภาคเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะปัญหาการว่างงานทั้งกรีซและสเปน โดยกรีซมีอัตราการว่างงาน 20% ขณะที่สเปน 1 ใน 4 มีคนตกงาน ทำให้การเติบโตในประเทศหยุดชะงัก จึงเกิดปัญหาลามเป็นลูกโซ่
“วันนี้การแก้ปัญหาส่วนใหญ่เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น คือ ใช้ยาบรรเทาปวด แต่ไม่ได้ใช้ยารักษาโรค ฉะนั้นสิ่งที่เห็นมีเรื่องการเพิ่มสภาพคล่องให้ธนาคาร เพื่อลดต้นทุนการกู้ยืมเงินภาครัฐ แต่คนก็เริ่มมีความไม่มั่นใจแล้วว่า หนี้ของรัฐบาลจะมั่นคงปลอดภัยหรือเปล่า เพราะอัตราผลตอบแทนเริ่มลดลง” สุทธาภา กล่าว
สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากนี้มี 3 ส่วน เรื่องแรก เกิดความผันผวนของค่าเงิน เป็นผลจากค่าเงินเหรียญสหรัฐมีความต้องการสูงขึ้น นักลงทุนไม่เชื่อมั่นในเศรษฐกิจโลกที่เกิดจากอียู จึงหันไปถือครองเงินเหรียญสหรัฐ แต่ก็เชื่อว่าสหรัฐจะออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบ 3 (คิวอี 3) ในช่วงปลายไตรมาส 3 หรือต้นไตรมาส 4 ซึ่งจะทำให้เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่า เพราะมีเงินในตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินในเอเชียแข็งค่าในระยะต่อไปหากเกิดคิวอี 3
เรื่องที่สอง การบริหารจัดการความเสี่ยงธนาคาร เมื่อมีความต้องการเงินเหรียญสหรัฐสูงขึ้น ต้นทุนการเงินของธนาคารก็จะสูงตาม รวมทั้งต้นทุนการบริหารจัดการที่จะส่งผ่านไปยังภาคเศรษฐกิจจริง และเรื่องที่สาม สหภาพธนาคารยุโรปจะเกิดขึ้นอย่างไร ในระยะยาวจะมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารธนาคารหรือไม่
ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้ส่งออกไทย คือ 1.ความต้องการสินค้าจะลดลง แม้ไทยจะไม่ได้ส่งออกไปยังอียูโดยตรง แต่ไทยก็เป็นผู้ส่งออกให้จีนเพื่อผลิตและขายต่อไปยังอียู สินค้าของไทยจึงได้รับผลกระทบการส่งออก โดยเชื่อว่าปีนี้ส่งออกไทยจะเติบโต 11%
2.ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้ลูกค้าขนาดกลางและขนาดเล็กเข้าไม่ถึงต้นทุนทางการเงิน การซื้อประกันความเสี่ยงต่างๆ อาจเกิดปัญหา หน่วยงานภาครัฐอาจต้องเข้ามาช่วยเหลือภาคเอกชนที่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมากขึ้น
3.บริษัทที่มีสินค้าคงคลังเป็นสินค้าโภคภัณฑ์จำนวนมาก เช่น น้ำมัน ยางพารา เหล็กกล้า สินค้าเหล่านี้จะประสบปัญหาราคาต่ำลง ฉะนั้นการบริหารจัดการเป็นเรื่องสำคัญ และ 4.ผู้ที่จะลงทุนในต่างประเทศอาจต้องล็อกเงินเหรียญสหรัฐ เนื่องจากความต้องการเงินเหรียญสหรัฐมีสูง ทำให้มีต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ในอียูจะเกิดขึ้นอีกนานแค่ไหนนั้น เป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ยากมาก เพราะไม่ใช่เรื่องการเงินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาทางด้านการเมืองที่เข้ามาเกี่ยวพันด้วย อย่างกรณีของเยอรมนีที่เป็นประเทศปล่อยกู้ให้ชาติสมาชิกยุโรป วันหนึ่งก็อาจเกิดคำถามจากประชาชนในประเทศได้เช่นกัน จึงเกิดแรงกดดันจากฝั่งการเมือง
ส่วนปัญหาในสหรัฐ ขณะนี้เศรษฐกิจสหรัฐก็ยังไม่ฟื้น แม้เวลาจะล่วงมาแล้ว 45 ปี ซึ่งนั่นเป็นเพียงปัญหาประเทศเดียว ในขณะที่อียูมีสมาชิกหลายประเทศ และประเทศที่ยังพออยู่รอดได้ก็มีเพียงเยอรมนีและเดนมาร์ก ตัวเลขเศรษฐกิจยังออกมาเป็นบวก นอกนั้นประเทศที่เหลือเศรษฐกิจหดตัวทั้งหมด ดังนั้นปัญหาอียูก็อาจต้องใช้เวลายาวนาน 4-5 ปีเช่นกัน
นักเศรษฐศาสตร์ผู้นี้ แนะนำว่า หากเศรษฐกิจยุโรปหดตัวมากกว่านี้ กลุ่มอุตสาหกรรมที่จะเห็นปัญหาเป็นอันดับต้นๆ และบางอุตสาหกรรมก็เริ่มเห็นปัญหาแล้ว ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องประดับ ยาง จิวเวลรี และเหล็ก ซึ่งขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้สั่งให้ธนาคารทุกแห่งส่งรายงานที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าที่ทำธุรกิจส่งออกมาประมาณ 1 เดือนแล้ว เพื่อประเมินผลกระทบในลูกค้าแต่ละกลุ่ม
ปัจจุบันโครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกมากถึง 70% ของจีดีพี ในขณะที่การลงทุนของไทยก่อนปี 2540 อยู่ที่ 40% ของจีดีพี แต่ปัจจุบันลดเหลือ 20% ของจีดีพี จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลหากโครงสร้างของประเทศยังพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักเพียงอย่างเดียว ซึ่งน่าจะถึงเวลาแล้วที่การลงทุนควรขยับขึ้นมาอยู่ในระดับ 40% ของจีดีพีเหมือนในอดีต โดยยอมรับว่าการลงทุนที่น้อยเกินไป ส่วนหนึ่งเกิดจากโครงสร้างของรัฐบาล ซึ่งไทยมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อย ปัญหาทางการเมืองจึงส่งผลต่อความต่อเนื่องทางเศรษฐกิจ
ฉะนั้น สิ่งที่นักเศรษฐ ศาสตร์อยากเห็น คือ 1.การลงทุนในประเทศที่มากขึ้นกว่าปัจจุบัน เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องจัดทำกฎระเบียบและลดอุปสรรคขั้นตอนต่างๆ ให้เกิดแรงจูงใจในการลงทุน
2.พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา ศักยภาพการศึกษาของไทยไหลลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีแต่จะพัฒนาคุณภาพการศึกษาของคนในประเทศ ไทยจึงเป็นประเทศที่มีการปรับเปลี่ยนนโยบายการศึกษาบ่อยครั้ง และโครงสร้างการศึกษาก็ไม่เชื่อมโยงกับตลาดแรงงาน
และ 3.การให้ข้อมูลซึ่งจะเป็นฐานให้ผู้ประกอบการเตรียมรับมือกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) รวมทั้งศูนย์กลางทางความรู้ต่างๆ ยังไม่ทั่วถึงเพียงพอ
สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นเสียงสะท้อนไปยังภาครัฐให้ตื่นจากหลับใหล และให้ข้อมูลผู้ประกอบการไทยเตรียมตัวเตรียมใจกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ทัน







