
จี้เคาะราคาซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทน
ส.อ.ท.กระทุ้งรัฐเร่งสรุปวิธีคำนวณราคารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน หวั่นทำการลงทุนชะลอตัวพลาดเป้า
ส.อ.ท.กระทุ้งรัฐเร่งสรุปวิธีคำนวณราคารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน หวั่นทำการลงทุนชะลอตัวพลาดเป้า
นายพิชัย ถิ่นสันติสุข ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนของภาครัฐว่า ต้องการให้เร่งสรุปอัตราการรับซื้อไฟฟ้าให้ชัดเจน หลังมีนโยบายทบทวนการคำนวณราคาไฟฟ้าใหม่ โดยเปลี่ยนจากการใช้อัตราส่วนเพิ่มรับซื้อไฟฟ้า (แอดเดอร์) มาเป็นอัตราไฟฟ้าตามต้นทุนจริง (Feet in Tariff)
ทั้งนี้ เนื่องจากยังมีความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ ทำให้ยังไม่สามารถประกาศเป็นนโยบายในทางปฏิบัติได้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ยื่นเสนอโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนต้องชะลอการลงทุนออกไป เนื่องจากหลายโครงการต้องใช้แหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงิน
ดังนั้น หากยังไม่มีการกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าที่แน่นอนก็ยังไม่สามารถอนุมัติเงินกู้ให้กับผู้ประกอบการเหล่านี้ได้ และหากรัฐบาลยังไม่สรุปรายละเอียดทั้งหมด จะกระทบต่อเป้าหมายพลังงานทดแทนที่กำหนดให้มีการใช้พลังงานทดแทนสัดส่วน 25% ของการใช้พลังงานในประเทศใน 10 ปีข้างหน้า
ที่ผ่านมาการกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าเดิมใช้ระบบแอดเดอร์ที่จะกำหนดราคาไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนไว้ชัดเจนแยกตามประเภทเชื้อเพลิง และใช้เป็นราคาในระยะยาว เช่น โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์กำหนดราคารับซื้อไว้ 6.50 บาท/หน่วย แต่ภาครัฐเห็นว่าวิธีการดังกล่าวไม่สะท้อนต้นทุนจริงจึงต้องการเปลี่ยนมาใช้ระบบ Feet in tarif ซึ่งประเมินจากต้นทุนของเขื้อเพลิงแต่ละชนิด และมีโอกาสที่ราคารับซื้อไฟฟ้าจะปรับลดลงจากวิธีการเดิม
นอกจากนี้ทางสถาบันการเงินในฐานะที่เป็นแหล่งเงินทุนให้กับผู้ประกอบการก็ต้องการให้ใช้ระบบแอดเดอร์มากกว่าเพราะสามารถประเมินรายได้และผลตอบแทนได้ชัดเจนกว่า เมื่อเทียบกับระบบ Feet in tarif ที่จะคืนทุนได้ช้าและมีความเสี่ยง
ขณะที่ภาพรวมของอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนของไทยยังมีโอกาสขยายตัวได้ในอนาคต เนื่องจากนักลงทุนให้ความสนใจกับการลงทุนโรงไฟฟ้าประเภทชีวมวล ตลอดจนพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) และพลังงานลม โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์ได้รับความสนใจค่อนข้างมาก
ทั้งนี้ เป็นไปตามเป้าหมายของแผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก 25% ที่กำหนดให้มีการรับซื้อไฟฟ้าไว้ 2,000 เมกะวัตต์ แต่ปัจจุบันมีโครงการที่ยื่นเข้ามามากกว่า 3,000 เมกะวัตต์ ขณะที่หัวใจของพลังงานทดแทนจริงๆ น่าจะอยู่ที่โรงไฟฟ้าประเภทชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และขยะ เพราะหาวัตถุดิบที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในประเทศได้
ทั้งเศษไม้ ชานอ้อย และน้ำเสีย เพราะเป็นการช่วยชุมชนให้มีโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ตอนนี้ภาครัฐต้องสรุปให้ได้ว่าจะเลือกวิธีการคิดค่าไฟฟ้าแบบไหน และต้องทำให้เกิดความเหมาะสมด้วย เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมากขึ้น”นายพิชัย กล่าว







