
กำไรธนาคารดีเกินคาด
ข่าวการเพิ่มทุนของ PTTEP เมื่อเย็นวันศุกร์ หลังปิดตลาดทำเอาตลาดวานนี้เปลี่ยนจากภาพที่ดูดีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมากลายเป็นดูแย่ลงสำหรับท่านที่เล่นหุ้นตามกราฟ
โดย...จิตรา อมรธนนม
ข่าวการเพิ่มทุนของ PTTEP เมื่อเย็นวันศุกร์ หลังปิดตลาดทำเอาตลาดวานนี้เปลี่ยนจากภาพที่ดูดีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมากลายเป็นดูแย่ลงสำหรับท่านที่เล่นหุ้นตามกราฟ ขณะที่ประเด็นในต่างประเทศพร้อมใจกันเป็นลบกันตั้งแต่ต้นสัปดาห์ จากเรื่องหนี้ในยูโรโซนที่กลับมาใหม่ หลังจากเมืองบาเลนเซีย (เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่อันดับ 3 ของสเปน) ขอเงินช่วยเหลือเพิ่มอีก 2,800 ล้านยูโร ภายในสิ้นปีนี้ และตามมาด้วยข่าวว่าอาจมีอีก 6 เมืองในสเปนที่ต้องการเงินช่วยเหลือเช่นกัน อย่างไรก็ตามดิฉันมองว่าปัจจัยต่างประเทศเป็นเพียงตัวประกอบ น้ำหนักหลักๆ ยังอยู่ที่ปัจจัยในประเทศ โดยเฉพาะเรื่องเพิ่มทุนของ PTTEP ซึ่งมองมุมที่ดี คือ อย่างน้อยก็มีความชัดเจนแล้วว่าเพิ่มทุนแน่ๆ จากที่เป็นข่าวในตลาดมาเป็นระยะ ตั้งแต่บริษัทเสนอซื้อ Cove Energy แข่งกับ Shell (ปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา) แต่มุมที่ยังดูไม่ดีกับราคาหุ้น คือ ยังไม่มีความชัดเจนว่าราคาหุ้นเพิ่มทุนจะเป็นเท่าใด แม้ว่านักวิเคราะห์หลายสำนักจะให้ความเห็นว่า น่าจะอยู่ที่ราคาประมาณ 150-160 บาท ซึ่งราคาก็ลงมาบริเวณนี้แล้ว แต่ราคาหุ้นจะมีทิศทางที่ชัดเจนอีกทีก็จนกว่าจะทราบราคาหุ้นเพิ่มทุนที่แน่นอน ซึ่งจะกำหนดโดยวิธี Book Building หลังประชุมผู้ถือหุ้นวันที่ 24 ส.ค.นี้ก่อน
ดัชนีวานนี้ที่ปรับลงมา 23 จุด สิ่งที่ทำให้ใจชื้น คือ ปริมาณการซื้อขายถือว่าไม่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงบ่ายที่ปกติจะมากกว่าช่วงเช้า แต่วานนี้กลับกัน นอกจากนี้ปริมาณการซื้อขายหลักๆ วานนี้กระจุกอยู่ในหุ้นเพียง 3 ตัว คือ PTT PTTEP CPF เท่านั้น หุ้นตัวอื่นถือว่าปรับลงตามตลาด มุมมองของตลาดในระยะสั้นอาจเสียหลักไปหน่อย แต่ไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวล เพราะประเด็นผลประกอบการไตรมาส 2 ยังอยู่ในตลาด กลุ่มธนาคารเป็นกลุ่มที่รายงานกำไรไปแล้ว และเป็นกำไรที่ดีกว่าตลาดคาด คาดว่ากลุ่มอื่นก็มีโอกาสที่จะมีกำไรดีกว่าตลาดคาดเช่นกัน
วันนี้ตั้งใจจะเขียนเกี่ยวกับผลประกอบการของกลุ่มธนาคารที่รายงานไปครบแล้ว โดยธนาคารทั้ง 9 แห่งที่เราศึกษามีกำไรสุทธิรวมกัน 4.44 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากไตรมาสแรก และเพิ่มขึ้น 25% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ดีกว่าที่เราคาดประมาณ 7% และเป็นสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง โดยมีรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเป็นแรงส่งสำคัญ (เพิ่ม 5% จากไตรมาสก่อน และ 20% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน) โดยเฉพาะจากรายได้ด้านค้าเงินตราและธุรกิจประกัน และคาดว่าจะเป็นแหล่งรายได้ใหม่ที่มีความสำคัญมากขึ้นของธนาคารในระยะต่อไป ในขณะที่รายได้หลัก คือ รายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในเกณฑ์ดี 4.8% จากไตรมาสก่อน และ 22% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน แม้ว่าค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจะได้รับแรงกดดันจากการแข่งขันระดมเงินฝากและค่าใช้จ่ายเงินนำส่ง FIDF ที่เพิ่มขึ้นเป็นไตรมาสแรก แต่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิก็ยังเพิ่มขึ้นในเกณฑ์ที่ดีเช่นกัน
สำหรับการขยายตัวของสินเชื่อในไตรมาส 2 สินเชื่อเพิ่มขึ้น 3.1% จากไตรมาสก่อน และ 6.3% จากสิ้นปีที่ผ่านมา และต้องถือว่าดีค่อนข้างมาก เพราะปกติไตรมาสแรกและไตรมาส 2 เป็นช่วง Low Season ของการขยายตัวของสินเชื่อ ทั้งนี้ส่วนใหญ่นำโดยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ (TISCO และ KK มีสินเชื่อที่เติบโตแรงที่สุดในไตรมาสนี้) ในครึ่งปีหลัง เราคาดว่าสินเชื่อเพื่อการลงทุนจะกลับมาแรง ซึ่งทำให้เรายังคงเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อทั้งปีที่ 12%
แนวโน้มกำไรในครึ่งปีหลังยังมีแรงส่งที่ดีต่อเนื่อง โดยกำไรในไตรมาส 3 จะเริ่มมีแรงขับเคลื่อนสินเชื่อเพื่อการลงทุนมากขึ้น ส่วนค่าใช้จ่ายเงินฝากจะลดแรงกดดันลงจากการขยายเวลาคุ้มครองเงินฝากอีก 3 ปี และยังมีรายได้เงินปันผลจากวายุภักษ์
นักลงทุนที่ตามคอลัมน์นี้น่าจะทราบดีว่า FSS ได้แนะนำหุ้นกลุ่มธนาคารมาโดยตลอด ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของธนาคารจนสามารถฉีกตัวโดดเด่นออกมาจากภาพเศรษฐกิจโดยรวมได้ แต่จะแนะนำหุ้นตัวไหนก็แล้วแต่จังหวะ สำหรับระยะนี้หุ้นที่เราชอบที่สุด คือ KTB (ราคาพื้นฐาน 20.20 บาท) เนื่องจากกำไรไตรมาส 2 ที่โดดเด่นเกินคาด เรียกว่าม้านอกสายตา ในขณะที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นน้อยกว่ากลุ่มมาก นอกจากนี้ TISCO (ราคาพื้นฐาน 50 บาท) และ TCAP (ราคาพื้นฐาน 40 บาท) ก็ยังน่าสนใจ ส่วนธนาคารขนาดใหญ่ แม้เรายังชอบในปัจจัยพื้นฐาน แต่ราคาหุ้นปรับขึ้นมาค่อนข้างมาก จึงแนะนำให้รอจังหวะอ่อนตัวค่อยทยอยสะสม ซึ่ง Top Pick ของเรายังคงเป็น KBANK (ราคาพื้นฐาน 190 บาท)







