posttoday
ควักแสนล้านตุนน้ำมัน90วัน เสริมความมั่นคงพลังงาน

ควักแสนล้านตุนน้ำมัน90วัน เสริมความมั่นคงพลังงาน

20 กรกฎาคม 2555

กระทรวงพลังงานผลักดันแผนสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ของประเทศให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

กระทรวงพลังงานผลักดันแผนสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ของประเทศให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

เนื่องจากปัจจุบันไทยยังต้องพึ่งการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนถึง 80% ของการใช้น้ำมันทั้งหมด หรือนำเข้าปีละ 8-9 แสนบาร์เรลต่อวัน ถือเป็นสัดส่วนที่สูง ในขณะที่ปัจจัยภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั่วโลกเริ่มมีความรุนแรงมากขึ้นรวมทั้งปัญหาทางการเมืองของประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน จนกลายเป็นความเสี่ยงที่ทำให้เกิดความผันผวนกับราคาน้ำมัน ตลอดจนการขนส่งน้ำมันระหว่างประเทศที่อาจเกิดปัญหาขึ้นมาได้

การกำหนดรูปแบบสำรองน้ำมันเพื่อเสริมความมั่นคงของประเทศแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ การสำรองน้ำมันของผู้ประกอบการน้ำมันมาตรา 7 หรือบริษัทน้ำมันที่มีการค้าขายน้ำมันมากกว่า 250 ล้านลิตรต่อปี จะต้องมีการสำรองน้ำมันตามกฎหมายเพิ่มเป็น 6% จากเดิมที่กำหนดไว้ 5% ของปริมาณการขาย ซึ่งจะทำให้การสำรองน้ำมันเพิ่มขึ้นจาก 36 วันเป็น 44 วัน

ส่วนที่สอง เป็นการสำรองน้ำมันของภาครัฐ ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบการบริหารจัดการที่เหมาะสม โดยหลักการรัฐเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด

วีระพล จิรประดิษฐกุล อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า การสำรองน้ำมันโดยภาครัฐจะดำเนินการเพื่อความมั่นคงทางพลังงานจริงๆ มีเป้าหมาย 2 เรื่องหลัก คือ ป้องกันการขาดแคลนและสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน เช่น กรณีโรงกลั่นน้ำมันบางจากไฟไหม้ หากส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตน้ำมันในประเทศก็สามารถดึงน้ำมันสำรองขึ้นมาใช้ได้ แต่ไม่ใช่การสำรองน้ำมันเพื่อเก็งกำไร ซึ่งเมื่อรวมกับการสำรองน้ำมันโดยภาคเอกชนจะเท่ากับ 90 วัน สอดคล้องกับข้อเสนอแนะของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ที่สนับสนุนให้ไทยควรมีการสำรองน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็น 90 วัน

ควักแสนล้านตุนน้ำมัน90วัน เสริมความมั่นคงพลังงาน

รูปแบบการดำเนินการยังอยู่ระหว่างการศึกษา มีหลายแนวทั้งภาครัฐเป็นผู้ดำเนินการเอง หรือว่าจ้างเอกชนเข้ามาดูแลในลักษณะที่รัฐซื้อน้ำมันเอง แต่จ้างเอกชนเก็บและบริหารน้ำมันให้ ซึ่งเงินที่จะใช้ในการซื้อน้ำมันสำรองไว้น่าจะอยู่ที่ระดับ 9 หมื่น-1 แสนล้านบาท ในขณะที่ค่าบริหารจะอยู่ที่หลักหมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ เพื่อให้การบริหารมีความชัดเจนควรต้องตั้งหน่วยงานหรือองค์กรขึ้นมาดูแลเรื่องการสำรองน้ำมันภาครัฐโดยเฉพาะ เพื่อให้การทำงานมีเสถียรภาพมากขึ้น ส่วนเงินทุนที่จะนำมาบริหารนั้นก็ต้องมาพิจารณาว่าควรมาจากที่ใด จะมาจากงบประมาณโดยตรงหรือมีการจัดเก็บในรูปแบบของภาษีน้ำมันเหมือนกรณีของประเทศญี่ปุ่นที่ได้ดำเนินการอยู่

นอกจากแผนการเพิ่มสำรองน้ำมันแล้ว การสร้างความมั่นคงด้านพลังงานอีกด้านหนึ่งคือ การเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งน้ำมัน โดยกรมธุรกิจพลังงานอยู่ระหว่างการศึกษาโครงการท่อขนส่งน้ำมันไปยังภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อลดการขนส่งน้ำมันทางรถยนต์ที่ต้องเจอกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยบนท้องถนนและมีต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปัจจุบันราคาน้ำมันในต่างจังหวัดมีราคาสูงกว่าราคาน้ำมันในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล เงินลงทุนที่จะนำมาใช้ในโครงการนี้กำหนดไว้ที่ 1.52 หมื่นล้านบาท แยกเป็นเงินลงทุนระบบท่อส่ง 8,854 ล้านบาท คลังจ่ายน้ำมัน 4,374 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายอื่นๆ 2,009 ล้านบาท โดยรูปแบบการขนส่งน้ำมันทางท่อเส้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะเชื่อมกับคลังน้ำมันที่ จ.สระบุรี ไปยัง จ.นครราชสีมา–ขอนแก่น มีระยะทางรวม 345 กม.

ส่วนการขนส่งน้ำมันเส้นภาคเหนือเริ่มจาก จ.สระบุรี ไปยัง จ.พิษณุโลก-ลำปาง รวมระยะทาง 613 กม. ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในเชิงเศรษฐศาสตร์ช่วยประหยัดพลังงานในช่วง 25 ปี 4.2 หมื่นล้านบาท ประหยัดค่าซ่อมและอะไหล่รถบรรทุกน้ำมัน 1.95 หมื่นล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมูลค่า 530 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ยังเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากราคาน้ำมันจะอยู่ในระดับเดียวกับภาคกลาง รวมทั้งจะเป็นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในภูมิภาคด้วย

วีระพล กล่าวว่า ผลการศึกษาใกล้จะแล้วเสร็จ โดยเบื้องต้นการบริหารจัดการจะต้องเชื่อมโยงกับท่อขนส่งน้ำมันเดิมที่มีอยู่แล้ว คือท่อขนส่งน้ำมันของบริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย (แทปไลน์) และควรเป็นผู้บริหารรายใดรายหนึ่งเท่านั้น ไม่ควรแยกกัน

รูปแบบการลงทุนน่าจะเป็นรัฐร่วมกับเอกชน หรือเอกชนลงทุนเองทั้งหมด แต่ผลตอบแทนที่ได้รับจะไม่ได้ทำให้เกิดกำไรมาก เพราะถือเป็นการสร้างระบบสาธารณูปโภคอย่างหนึ่งเช่นเดียวกันกับการสร้างถนน เพื่อเป็นการรองรับการขนส่งน้ำมันทางท่อฯ ทดแทนการใช้รถยนต์ที่มีความเสี่ยงมากกว่า

กรณีเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปีที่ผ่านมา ก็ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันทางรถยนต์และรถไฟต้องล่าช้าออกไป ดังนั้นหากมีระบบท่อขนส่งน้ำมันขึ้นมารองรับก็จะช่วยแก้ปัญหาตรงจุดนี้ได้ ขณะเดียวกันการสร้างคลังน้ำมันเพื่อเชื่อมโยงกับท่อขนส่งน้ำมันยังสามารถใช้ประโยชน์เป็นสถานที่เก็บสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ได้อีกทางหนึ่งด้วย

การสร้างความมั่นคงด้านพลังงานถือเป็นนโยบายหลักของประเทศทั้งเรื่องการสำรองน้ำมันและการวางระบบโครงข่ายขนส่งทางท่อ ตราบใดที่ไทยยังต้องเป็นประเทศนำเข้าพลังงาน แต่รูปแบบและกระบวนการดำเนินการจะต้องพิจารณาให้เหมาะสมและสอดคล้องกับจุดยุทธศาสตร์ของประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการดำเนินการในอนาคตมากที่สุด

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ