
ทิปโก้เร่งดันยอดอาเซียน
เล็งผุดโรงงานอินโดฟิลิปปินส์ลุยตลาดไทยดึงคนดื่มน้ำผลไม้
เล็งผุดโรงงานอินโดฟิลิปปินส์ลุยตลาดไทยดึงคนดื่มน้ำผลไม้
ทิปโก้ฟูดส์ เร่งเครื่องบุกอาเซียน หวังเพิ่มยอดเท่าตัวใน 2 ปี เล็งศึกษาอินโดนีเซียฟิลิปปินส์ ผุดโรงงานใหม่ พร้อมดันตลาดน้ำผลไม้ในประเทศพุ่ง 10 เท่า
นายเอกพล พงศ์สถาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิปโก้ฟูดส์ กล่าวว่า แผนการดำเนินธุรกิจในช่วง 2 ปีข้างหน้า (2556-2557) จะเน้นทำตลาดเชิงรุกทั้งในและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดในภูมิภาคอาเซียนที่คาดว่าจะสามารถเพิ่มยอดขายได้อีกเท่าตัว จากปัจจุบันมีสัดส่วน 10% ของรายได้รวม หรือประมาณ 200 ล้านบาท โดยจะเพิ่มเป็น 20% จากรายได้รวมภายใน 2 ปีนับจากนี้
“เราต้องการบุกตลาดอาเซียนตั้งแต่ตอนนี้ ไม่รอเปิดเออีซีในอีก 3 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างฐานให้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะประเทศอย่างอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ถือว่ามีศักยภาพ รองลงมาคือ ภูมิภาคอินโดจีน” นายเอกพล กล่าว
ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อลงทุนสร้างโรงงานเพิ่มเติมในประเทศอินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ มีประชากรมากกว่าเมืองไทยหลายเท่าตัว โดยมีพันธมิตรธุรกิจอย่าง ซันโตรี่ ประเทศญี่ปุ่น ที่พร้อมสนับสนุนด้านการผลิต ซึ่งขณะนี้ซันโตรี่ได้เข้าไปทำตลาดทุกประเทศในอาเซียนและมีสำนักงานใหญ่ในภูมิภาคนี้ที่ประเทศสิงคโปร์
นายเอกพล กล่าวว่า สำหรับตลาดในประเทศมองว่าตลาดน้ำผลไม้ยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก เพราะทุกวันนี้ผู้บริโภคคนไทยซื้อน้ำผลไม้ประมาณ 100 บาทต่อคนต่อปี คิดเป็นประมาณ 2 ลิตรเท่านั้น น้อยกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว 10-20 เท่า
ขณะที่แนวทางการทำตลาดในประเทศนั้น ทิปโก้จะเน้นสื่อสารกับผู้บริโภคว่าน้ำผลไม้ดีต่อสุขภาพอย่างไร และพยายามเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้ทั่วถึงในทุกช่องทางจำหน่าย
ทั้งนี้ บริษัทใช้งบทำตลาดผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้ทิปโก้กว่า 200 ล้านบาทในปีนี้ โดยช่วง 6 เดือนแรกคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตของยอดขาย 10-15% ปัจจุบัน ทิปโก้มีส่วนแบ่ง 50% จากตลาดน้ำผลไม้มูลค่า 6,000 ล้านบาท และเป็นผู้นำน้ำผลไม้ระดับพรีเมียม มูลค่า 4,000 ล้านบาท
ขณะที่ในส่วนของผลิตภัณฑ์น้ำแร่ออรา มีส่วนแบ่ง 30% จากตลาดน้ำแร่มูลค่า 1,500 ล้านบาท และชาเขียวมิเรอิ มีส่วนแบ่ง 5% จากตลาดชาเขียวมูลค่า 1 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าปี 2556 จะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งเป็น 10%
สำหรับปีนี้ บริษัทวางเป้าหมายยอดขายเพิ่มขึ้นเป็นเลขสองหลัก จากปีก่อนมีรายได้รวม 5,000 ล้านบาท เป็นรายได้จากน้ำผลไม้ 70% น้ำแร่ 20% และชาเขียวมิเรอิ 10%







