
บางจาก
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นักวิเคราะห์หลายสำนักได้เข้าพบผู้บริหารของบริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP)
โดย...จิตรา อมรธรรม
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นักวิเคราะห์หลายสำนักได้เข้าพบผู้บริหารของบริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP) เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 และผลกระทบที่เกิดจากเหตุไฟไหม้หอแยกน้ำมันก๊าดในหน่วยกลั่นน้ำมันดิบเมื่อเช้าวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทได้ชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า จะหยุดเดินเครื่องหน่วยกลั่นเพื่อตรวจสอบหาสาเหตุและประเมินความเสียหายของอุปกรณ์ประมาณ 7 วัน ทั้งนี้บริษัทมีประกันภัยครอบคลุมทั้งในส่วนความเสียหายของทรัพย์สินและการหยุดชะงักของธุรกิจ การหยุดเดินเครื่องจะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค เพราะบริษัทจะจัดหาผลิตภัณฑ์ให้พอเพียงกับความต้องการโดยการซื้อจาก TOP และนำเข้าบางส่วน
โรงกลั่นน้ำมันของ BCP เป็นโรงกลั่นประเภท Complex Refinery (ความแตกต่างของโรงกลั่นประเภท Simple และ Complex Refinery คือ ความแตกต่างของคุณภาพน้ำมันสำเร็จรูป โรงกลั่นส่วนใหญ่ในประเทศไทยเป็นโรงกลั่นประเภท Complex) ปัจจุบัน BCP กลั่นน้ำมันได้วันละ 1 แสนบาร์เรล (14% ของปริมาณการกลั่นทั้งประเทศ) จากกำลังการกลั่นทั้งหมด 1.2 แสนบาร์เรล/วัน ในการกลั่นน้ำมันนั้นมาจากหน่วยกลั่นน้ำมันดิบ 2 หน่วย หน่วยหนึ่งมีกำลังการกลั่นประมาณ 44.5 หมื่นบาร์เรล/วัน อีกหน่วยหนึ่งซึ่งเป็นหน่วยที่เกิดเพลิงไหม้ มีกำลังการกลั่น 8 หมื่นบาร์เรล/วัน (80% ของกำลังการกลั่นทั้งหมด) ในเบื้องต้นผู้บริหารคาดว่าอาจต้องใช้เวลา 3 เดือนในการซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย หรืออาจนานถึง 6 เดือนหากต้องรอสั่งซื้ออุปกรณ์ใหม่เพื่อเปลี่ยนแทนการซ่อม ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุมูลค่าความเสียหายได้ แม้ว่าบริษัทได้ทำประกันชดเชยความเสียหายไว้กับบริษัท ทิพยประกันภัย (TIP) เป็นมูลค่า 2.35 หมื่นล้านบาท แต่การประกันในส่วนที่เป็น Business Interruption (ธุรกิจหยุดชะงัก) จะเริ่มนับมูลค่าความเสียหายหลังเกิดเหตุไปแล้ว 2 เดือน ดังนั้นในระหว่าง 2 เดือนนี้ นักวิเคราะห์ของเราคาดว่าบริษัทจะสูญเสียกำไรประมาณ 500-600 ล้านบาท นอกจากนี้การใช้กำลังการผลิตในครึ่งปีหลังจะลดลงเหลือเพียง 37.5% (4.5 หมื่นบาร์เรล/วัน) จากหน่วยกลั่นน้ำมันดิบที่ไม่ได้ถูกไฟไหม้ ซึ่งการใช้กำลังการผลิตในระดับนี้ต่ำกว่าที่บริษัทจะสามารถทำกำไรได้
สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 นักวิเคราะห์ของ FSS คาดว่า BCP จะพลิกเป็นขาดทุนสุทธิ 5 ล้านบาท เทียบกับที่มีกำไร 2,000-3,000 ล้านบาท ในไตรมาสก่อนและไตรมาส 2 ของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน เพราะราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกในช่วงสิ้นไตรมาส 2 ของปีนี้ลดลงอย่างรุนแรง ประกอบกับค่าการกลั่น (รายได้หลัก) คาดว่าจะลดลงเหลือ 6.4 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เทียบกับ 6.62 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในไตรมาสแรก และ 7.32 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในไตรมาส 2 ของปีก่อน ขณะเดียวกันการใช้กำลังการกลั่นก็ลดลง เพราะมีการหยุดเพื่อเปลี่ยน Catalyst (ตัวเร่งปฏิกิริยาเคมี) ใหม่ เมื่อรวมกับกำไรในไตรมาสแรก ทำให้คาดว่าในงวดครึ่งปีแรก BCP จะมีกำไรสุทธิเพียง 2,430 ล้านบาท ส่วนแนวโน้มในไตรมาส 3 น่าจะขาดทุนจากความเสียหายในเหตุการณ์ไฟไหม้ดังกล่าว และหวังว่าบริษัทจะเริ่มกลับมาผลิตได้บ้างในไตรมาสสุดท้าย โดยภาพรวมทั้งปี เราจึงคาดว่า BCP จะมีกำไรสุทธิเพียง 3,200 ล้านบาท ในปีนี้ เป็นประมาณการกำไรที่ลดลงจากที่เคยคาดไว้เดิม 37% และเป็นกำไรที่ลดลงจากปีก่อนถึง 43%
โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เฟส 1 (38 เมกะวัตต์) ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ของบริษัทจะเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิตในไตรมาส 3 ซึ่งคาดว่าจะทำกำไรได้ประมาณ 150 ล้านบาท ในครึ่งหลังของปีนี้ บริษัทตั้งเป้าจะผลิตไฟฟ้าให้ได้ 120 เมกะวัตต์ โดยจะทยอยผลิตเป็นเฟสๆ แม้ว่าธุรกิจนี้จะไม่ได้เป็นกำลังหลัก โดยคาดว่าจะมีสัดส่วนกำไรเพียง 810% ของกำไรรวม แต่ก็เป็นกระแสเงินสดที่มั่นคง
ราคาพื้นฐานของ BCP ที่ประเมินจากกำไรในปีนี้จึงถูกปรับลงจากเดิม 27 บาท เหลือ 22.30 บาท ส่วนเงินปันผลซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเด่นของบริษัท ซึ่งปกติให้อัตราผลตอบแทนประมาณ 6% ต่อปี สำหรับปีนี้เราคาดว่าบริษัทจะจ่าย 0.801 บาท/หุ้น คิดเป็นผลตอบแทน 34% สำหรับนักลงทุนที่มีหุ้นอยู่แล้วและตั้งใจลงทุนยาวเพื่อรับปันผล ก็ยังสามารถถือได้ต่อไป เพราะปี 2556 ธุรกิจของบริษัทจะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม แต่หากลงทุนระยะสั้น รอซื้อที่ระดับต่ำกว่า 20.80 บาท อย่างไรก็ตามจากเหตุไฟไหม้ในครั้งนี้ บริษัทมีความเสี่ยงใหม่เพิ่มเข้ามา เนื่องจากโรงกลั่นตั้งอยู่ในเขตชุมน นั่นคือ โรงกลั่นจะมีเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้อีก เพราะนั่นจะหมายถึงการถูกย้ายโรงกลั่น ซึ่งต้องใช้เงินมหาศาล







