
บริหารความเสี่ยงปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลง
สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทยได้ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง และเพิ่งจัดตั้งชมรมบริหารความเสี่ยงขึ้นมา จึงจัดงานสัมมนาประจำปี TLCA Annual Risk Management Conference 2012 “From Reactive to Proactive Risk Management : Anticipating the Unknow” หวังกระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนทุกแห่งตั้งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง เพื่อเตรียมความพร้อม สร้างหลักการและวิธีบริหารความเสี่ยงรับมือกับทุกวิกฤตการณ์ที่จะเข้ามากระทบ
สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทยได้ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง และเพิ่งจัดตั้งชมรมบริหารความเสี่ยงขึ้นมา จึงจัดงานสัมมนาประจำปี TLCA Annual Risk Management Conference 2012 “From Reactive to Proactive Risk Management : Anticipating the Unknow” หวังกระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนทุกแห่งตั้งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง เพื่อเตรียมความพร้อม สร้างหลักการและวิธีบริหารความเสี่ยงรับมือกับทุกวิกฤตการณ์ที่จะเข้ามากระทบ
“ชนินท์ ว่องกุศลกิจ” ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย และประธานกรรมการ บริษัท บ้านปู (BANPU) กล่าวว่า สมาคมได้พยายามสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง โดยจัดตั้งเป็นคณะบริหารความเสี่ยงขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็กหรือขนาดใหญ่ควรเริ่มต้นที่ผู้บริหาร เพราะแต่ละแห่งไม่มีรูปแบบที่ตายตัว บางบริษัทแต่งตั้งจากคณะกรรมการบริษัท ในส่วนของ BANPU เองนั้นได้จัดคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงไว้ในสายวางแผนและพัฒนาธุรกิจ
ขณะนี้ BANPU มองเรื่องวิกฤตยุโรปเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับแรก ทำให้บริษัทต้องติดตามเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนและการปรับโครงสร้างทางการเงินอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
“BANPU ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงมาก เพราะเราต้องทำตอนที่สถานการณ์ยังนิ่งอยู่ หากไปทำตอนเหตุการณ์ผันผวนอาจจะไม่ทัน เพราะเราต้องคำนึงไม่ให้สภาพคล่องหายไปและให้งบดุลที่แข็งแรง ซึ่งโชคดีที่บริษัทไม่ได้กู้เงินต่างประเทศมาก เพราะได้รับการช่วยเหลือจากธนาคารขนาดใหญ่ในไทย ที่สำคัญบริษัทพยายามใช้เครื่องมือทางการเงินให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เช่น การออกหุ้นกู้ให้เหมาะสม โดยตอนนี้คือ 710 ปี ทั้งนี้มีการกู้เงินจากธนาคารต่างประเทศบ้าง เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย”
แต่ในปัญหามีโอกาส เพราะคาดว่าเงินทุนต่างชาติต้องไหลกลับเข้ากลุ่มอาเซียน เนื่องจากตอนนี้เหลือเพียงไม่กี่ประเทศหรือภูมิภาคที่สามารถเข้าไปลงทุนได้
ขณะที่ “กรรณิกา ชลิตอาภรณ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) กล่าวเสริมถึงเรื่องวิกฤตหนี้ในยุโรป เชื่อว่าจะไม่สามารถยุติปัญหาได้ในระยะอันใกล้นี้ อย่างน้อยต้องใช้เวลา 35 ปี เพราะดูจากตัวอย่างประเทศไทยเมื่อครั้งวิกฤตในปี 2540 ได้ใช้ยาแรงในการแก้ปัญหายังต้องใช้เวลาประมาณ 5 ปีถึงจะฟื้นตัว แต่ยุโรปเองยังไม่พบว่ามีการใช้ยาแรงเพื่อแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจแต่อย่างใด
จากความเสี่ยงในจุดนี้ อยากจะเตือนผู้ประกอบการว่าเศรษฐกิจโลกจะปั่นป่วนอีกนาน ดังนั้นสิ่งที่ภาคเอกชนควรเตรียมรับมือ คือ เรื่องสภาพคล่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญรับมือกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก
สำหรับความท้าทายในการทำธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันนี้ มองว่ามีการเปลี่ยนแปลงไป เพราะลูกค้ามีความหลากหลาย และที่สำคัญลูกค้ามีความรอบรู้เรื่องการทำธุรกิจดีกว่าธนาคาร ดังนั้นการให้บริการของ SCB เองจะต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของลูกค้า โดยจะไม่ใช่แค่ทำธุรกิจให้กู้และรับฝากเงินเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องทำหน้าที่เป็นคู่ค้ากับลูกค้า โดยธนาคารพยายามพัฒนาพนักงานให้มีความเข้าใจธุรกิจของลูกค้าให้มากที่สุด เพื่อจะได้วางแผนให้กับลูกค้าได้
“กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ กล่าวว่า การทำธุรกิจในทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าโอกาสที่วิกฤตจะเกิดขึ้นได้นั้นมีอยู่เสมอ ซึ่งอาจไม่ใช่แค่น้ำท่วม แต่อาจเป็นเรื่องภัยแล้ง เหตุการณ์สึนามิ ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท การเปิดเสรีทางการค้าอาเซียน (AEC) ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นวิกฤตทั้งนั้น สิ่งสำคัญคือจะรับมืออย่างไร แนวทางหนึ่งที่มองไว้ คือ การพัฒนาพนักงานให้สามารถปรับตัวรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้
“ในอดีตนั้นทีวี 1 รุ่น สามารถขายได้ถึง 4 ปี มีมาร์จินมหาศาล แต่มาวันนี้ทีวีมีมากจนไม่สามารถจำรุ่นที่ออกได้ ขณะที่มาร์จินแทบไม่เหลือ แล้วเราจะอยู่ได้อย่างไร หากจะให้อยู่รอดรับการแข่งขันเปิดเสรีทางการค้าอาเซียนได้นั้น จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง” ประธานกรรมการบริหาร โตชิบา กล่าว
ปัจจุบันนี้ต้องให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาให้มากขึ้น เพื่อให้ไทยยังอยู่ในสายตาของผู้ลงทุน เพราะทุกวันนี้จะมีประเทศเกิดใหม่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพม่า เวียดนาม ในส่วนของโตชิบา ไทยแลนด์เอง ต้องไปเสนอตัวกับบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นว่าปลายปีจะออกสินค้ารุ่นใหม่และจะขอเป็นผู้ส่งสินค้าในตลาดอาเซียน และวางตำแหน่งตัวเองให้เป็น Asian Expert สิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากการบริหารความเสี่ยง
“สุรงค์ บูลกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. (PTT) กล่าวตบท้ายว่า ความเสี่ยงในโลกเกิดถี่ขึ้น ในส่วนของ PTT เองนั้นมีความท้าทายสำคัญอยู่ 3 ส่วน ส่วนแรก คือ นโยบายของการดำเนินธุรกิจของบริษัท ซึ่งต้องตอบสนองใน 2 บทบาท คือ การเป็นผู้จัดหาพลังงานให้กับประเทศ และการเป็น บจ.ที่จะต้องให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างยั่งยืน คำนึงถึงผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ซึ่งยอมรับมีความขัดแย้งกันอยู่ ดังนั้นการสร้างความสมดุลของบทบาททั้งสอง ถือว่าเป็นสิ่งที่ท้าทาย
ความท้าทายส่วนที่ 2 คือ สภาวะตลาดโลก ขณะนี้ยังมีความไม่แน่นอนว่าจะฟื้นตัวเมื่อไหร่ และความท้าทายส่วนที่ 3 คือ นโยบายของภาครัฐในเรื่องของการอุดหนุนราคาพลังงาน หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ก่อนการเปิด AEC ได้จะเป็นประเด็นน่าเป็นห่วง







