
แบงก์กรุงเทพไม่สะท้าน เสื้อแดงทิ้งบอมบ์
ธนาคารกรุงเทพถูกกลุ่มคนเสื้อแดงโจมตีมาตลอดว่าเป็นกลุ่มเครือข่ายที่สนับสนุน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี
โดยธนาคารกรุงเทพเคยถูกล้อม และวางระเบิดที่สาขาหลายจุด อีกทั้งถูกคาดหมายเป็นหนึ่งในเป้าหมายของคนเสื้อแดงที่จะโจมตีอย่างต่อเนื่อง
แม้จะทำให้ภาพลักษณ์ของธนาคารได้รับผลกระทบ แต่ในความเป็นจริงแล้วสถานะทางการเงินและฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง กลับไม่ทำให้ธนาคารกรุงเทพเสียหายมากมายอย่างที่คิด
กวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย เห็นว่า สถานการณ์ทางการเมืองที่กลุ่มเสื้อแดงต่อต้านระบอบอมาตยาธิปไตยจะส่งผลกระทบระยะสั้นต่อบรรยากาศการลงทุนในหุ้นธนาคารกรุงเทพระยะสั้นเท่านั้นไม่ได้กระทบต่อปัจจัยพื้นฐานของธนาคาร
ดังนั้น จึงยังคงแนะนำซื้อหุ้นธนาคารนี้เพราะราคาไม่แพงมาก สินเชื่อยังเติบโตตามการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ เงินกองทุนแข็งแกร่ง หนี้เสียน้อย และยังมีรายได้เพิ่มจากค่าธรรมเนียม
สำหรับลูกค้ากลุ่มเสื้อแดงไม่มีนัยสำคัญต่อธนาคารกรุงเทพ เพราะไม่ใช่ลูกค้าหลักของธนาคารแห่งนี้ โดยสินเชื่อเกษตรของธนาคารกรุงเทพคิดเป็นเพียง 1% ของสินเชื่อทั้งหมดของธนาคาร โดยกลุ่มเสื้อแดงเป็นลูกค้าหลักของธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
ขณะที่ธนาคารกรุงเทพมีลูกค้ารายใหญ่เป็นสินเชื่อรายใหญ่ สินเชื่อส่งออกและสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก
นอกจากนั้น โบรกเกอร์ในประเทศส่วนใหญ่ยังแนะนำซื้อเช่นกันโดยสถาบันวิจัยนครหลวงไทยและ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย)
นักวิเคราะห์บล.เคจีไอให้ความเห็นว่า BBL เป็น 1 ในหุ้นเด่นที่แนะนำให้ซื้อ แม้ว่าระยะสั้นมีความเสี่ยงจากปัจจัยทางการเมือง
เมื่อล่าสุดตัวเลขสินเชื่อและเงินฝากเดือน ม.ค. 2553 ของธนาคารกรุงเทพ ออกมาติดลบน้อยกว่าระบบ เทียบกับเดือน ธ.ค. 2552 ติดลบ 0.4% น้อยกว่าสินเชื่อรวมของทั้งระบบธนาคารพาณิชย์ที่ติดลบ 0.7% และเงินฝากติดลบ 0.3% น้อยกว่าระบบที่ติดลบ 0.8%
นอกจากนั้น เดือน ม.ค. 2553 ยังมีสภาพคล่องสูงกว่าระบบจากสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากอยู่ที่ 73% เทียบสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากทั้งระบบที่ 80%
โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ยังคงเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อปีนี้ราว 5% บนพื้นฐานที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโต 3% โดยจะปล่อยกู้ให้กับทุกธุรกิจทั้งรายใหญ่ รายกลาง และสินเชื่อบุคคล
โดยปีนี้จะเน้นลูกค้ารายใหญ่ (42% ของสินเชื่อ) เป็นหลัก และมากกว่าลูกค้าเอสเอ็มอี (28% ของสินเชื่อ) สินเชื่อรายย่อย (12% ของสินเชื่อ) จะเน้นที่อยู่อาศัย ซึ่งคาดว่าสิทธิทางภาษีจะหมดอายุเดือน มี.ค. 2553 โดยสินเชื่อที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มรถยนต์ อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ อสังหาริมทรัพย์ และปิโตรเคมี
ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ของธนาคารอยู่ที่ประมาณ 3% เนื่องจากคาดว่าความต้องการสินเชื่อเพิ่ม ทำให้การแข่งขันตัดราคาลดลง และคาดดอกเบี้ยจะถูกปรับขึ้นกลางปี 2553 ทำให้สภาพคล่องส่วนเกินลดลง
ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่ม 67% ส่วนใหญ่มาจากค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับสินเชื่อ สินเชื่อเพื่อการค้า การออกพันธบัตรเอกชน และประกันชีวิตและประกันภัย
นอกจากนั้น ธนาคารจะควบคุมประสิทธิภาพในการดำเนินงาน โดยคงต้นทุนต่อรายได้ที่ 4950% และพยายามลดหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อ ให้ต่ำกว่าปัจจุบันที่ 4.7%
สำหรับในช่วง 2 เดือนแรกของปี สินเชื่อเติบโตขึ้นชัดเจนจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ในครึ่งหลังของปีอาจจะเห็นสินเชื่อชะลอตัวลง เนื่องจากฐานจีดีพีในไตรมาส 4 ปี 2552 อยู่ในระดับสูง และช่วงครึ่งปีหลังยังมีความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก
ส่วนปัญหาการเมืองในประเทศที่ยังมีความขัดแย้งกันอยู่นั้นก็เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อการปล่อยสินเชื่อของธนาคารแน่นอน โดยเฉพาะหากเกิดความรุนแรงหรือการสูญเสีย รวมถึงความไม่ชัดเจนของการลงทุนในพื้นที่มาบตาพุดด้วย
โฆสิตยังชี้ว่านโยบายการเงินที่ใช้อยู่ขณะนี้ อยู่ในภาวะที่ต่ำผิดปกติ จำเป็นต้องเร่งปรับให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบตามมา โดยมองว่าการรักษาอัตราดอกเบี้ยในระดับนี้ ไม่ได้เป็นผลในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การคงอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ เป็นการคงดอกเบี้ยครั้งที่ 7 ติดต่อกันและยังเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
“
การคงดอกเบี้ยต่ำนานเกินไปจะมีผลข้างเคียง ซึ่งควรจะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายกลับสู่ภาวะปกติตามเวลาที่เหมาะสม” โฆสิต ระบุอีกทั้ง การที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25% นั้น ซึ่งการใช้นโยบายการเงินโดยให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นการนำมาใช้ในช่วงที่เหตุการณ์ผิดปกติ โดยการคงดอกเบี้ยต่ำนานเกินไปจะมีผลข้างเคียง ซึ่งควรจะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายกลับสู่ภาวะปกติตามเวลาที่เหมาะสม
เป้าหมายปี 2553 โตต่อเนื่อง BBL คาด (1) การขยายสินเชื่อเพิ่ม 45% อิงการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 24% ส่วนใหญ่มาจากส่งออกและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเน้นลูกค้ารายใหญ่ (42% ของสินเชื่อ) เป็นหลัก และมากกว่าลูกค้า SME (28% ของสินเชื่อ) สำหรับสินเชื่อรายย่อย (12% ของสินเชื่อ) จะเน้นที่อยู่อาศัย ซึ่งคาดว่าสิทธิทางภาษีจะหมดอายุ มีค53 โดยสินเชื่อที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มรถยนต์, อาหาร, อิเล็กทรอนิกส์, อสังหา และ ปิโตรเคมี (2)นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยเริ่มกลับมาเป็นบวกชัดเจน โดยคาดว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) จะอยู่ในระดับ 3% ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกเศรษฐกิจน่าจะเติบโตได้ต่อเนื่อง แต่ครึ่งปีหลังยังมีความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะเศรษฐกิจโลก เพราะจากที่เคยคาดว่าจะฟื้นตัวชัดเจน แต่ขณะนี้มีความกังวลว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องหรือไม่
ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยได้ปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2552 เป็นผลมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ทำให้การส่งออก และการท่องเที่ยวขยายตัวได้ดีขึ้น ในขณะที่การกระตุ้นเศรษฐกิจมีผลน้อย ดังนั้น ธปท. ควรจะต้องพิจารณาถึงเรื่องนี้
“
ส่วนตัวมองว่าเศรษฐกิจดีขึ้นตั้งแต่ปีกลาย การกระตุ้นเศรษฐกิจมีการใช้นิดเดียว แต่เศรษฐกิจดีขึ้น เพราะโลกฟื้น ท่องเที่ยวกลับมา ดังนั้นถือว่าปกติแล้ว” โฆสิต กล่าวประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ธนาคารไม่ได้เพิ่มความเข้มงวดหรือมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติมจากปกติในการดูแลสาขาช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง เพราะเชื่อว่าการที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 1123 มี.ค. นี้ จะสามารถดูแลสถานการณ์การชุมนุมได้ และมองว่าเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายด้านความมั่นคง
"จากที่รัฐบาลใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ซึ่งทุกคนต้องช่วยกันดูแลตามกรอบของกฎหมาย และต่างยืนยันแล้วว่าเมื่อมี พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย" นายโฆสิต กล่าว
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานมายังธนาคารเนื่องจากเป็นหนึ่งในเป้าหมายของกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งธนาคารพร้อมจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ที่จะมาดูแลภายใต้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ขณะเดียวกันพร้อมจะปิดทำการสาขาหากสถานการณ์เกิดความรุนแรง
ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ มองการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงว่า หากไม่มีเหตุการณ์รุนแรงขึ้น ก็เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อบรรยากาศการลงทุน เพราะถือเป็นการแสดงออกความคิดเห็น ไม่ควรมีความรุนแรง โดยต่างฝ่ายก็ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย
อย่างไรก็ดี สถานการณ์การเมืองจะมีผลต่อการลงทุนหรือไม่นั้น อาจต้องพิจารณาใน 2 ประเด็น คือ หากเป็นการเมืองที่มีลักษณะของการประท้วง การเดินขบวน ที่ไม่มีความรุนแรงหรือการสูญเสียเกิดขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องน่าวิตก แต่หากเป็นการเมืองในแง่ของประเด็นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลงทุนในมาบตาพุด ก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวลว่าอาจจะกระทบต่อการลงทุน ต้องขึ้นอยู่ที่รัฐบาลจะสามารถแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วเพียงใด m







