
แล้วเราจะสู้เขาได้อย่างไร
ในอีก 3 ปี (ปี 2015) ประเทศไทยเราก็จะต้องเปิดเสรีทางระบบเศรษฐกิจ เช่น การเปิดเสรีการค้า การบริการและการลงทุนเข้าสู่ “ประชาคมอาเซียน” หรือ AEC (Asean Economic Community) อย่างเต็มรูปแบบแล้ว มองในข้อดี ก็คือ เราจะมีขนาดตลาดที่ใหญ่เป็นที่น่าสนใจเกิดขึ้นภายในอาเซียน (บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย) รวมถึงมีการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อขายสินค้าและบริการในตลาดอาเซียนและส่งออกสู่ตลาดโลกมากขึ้น ด้านข้อเสีย ก็คือ เราก็จะเป็นตลาดของประเทศอื่นในอาเซียนเช่นกัน เราก็จะมีคู่แข่งจากประเทศต่างๆ มาแย่งกันขายสินค้ากับเรามากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากยิ่งขึ้น เมื่อการแข่งขันรุนแรงขึ้น ผู้ที่มีความพร้อมมากที่สุด ก็จะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จ
ในอีก 3 ปี (ปี 2015) ประเทศไทยเราก็จะต้องเปิดเสรีทางระบบเศรษฐกิจ เช่น การเปิดเสรีการค้า การบริการและการลงทุนเข้าสู่ “ประชาคมอาเซียน” หรือ AEC (Asean Economic Community) อย่างเต็มรูปแบบแล้ว มองในข้อดี ก็คือ เราจะมีขนาดตลาดที่ใหญ่เป็นที่น่าสนใจเกิดขึ้นภายในอาเซียน (บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย) รวมถึงมีการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อขายสินค้าและบริการในตลาดอาเซียนและส่งออกสู่ตลาดโลกมากขึ้น ด้านข้อเสีย ก็คือ เราก็จะเป็นตลาดของประเทศอื่นในอาเซียนเช่นกัน เราก็จะมีคู่แข่งจากประเทศต่างๆ มาแย่งกันขายสินค้ากับเรามากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากยิ่งขึ้น เมื่อการแข่งขันรุนแรงขึ้น ผู้ที่มีความพร้อมมากที่สุด ก็จะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จ
การจัดอันดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศต่างๆ 59 ประเทศทั่วโลกในปีนี้พบว่า ความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยลดลงจากอันดับที่ 27 เมื่อปีที่แล้ว และอันดับที่ 26 เมื่อปี 2553 ลงมาอยู่ที่อันดับที่ 30 เนื่องจากไทยมีปัญหาการพัฒนาประเทศในหลายด้าน ส่งผลให้อันดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยลดลง 4 ด้าน คือ ประสิทธิภาพด้านเศรษฐกิจ ด้านการทำงานของรัฐบาล ด้านธุรกิจ และโครงการสร้างพื้นฐาน
จากรายงาน The Global Competitiveness Report 2011-2012 โดย World Economic Forum (WEF) ที่สำรวจอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ 142 ประเทศ พบว่า อันดับความสามารถทางการแข่งขันของไทยปรับลดลง 1 ตำแหน่ง จากลำดับที่ 38 เมื่อปีที่แล้ว เป็น 39 ในปีนี้ (เช่นเดียวกับอินโดนีเซียที่ปรับลดจากลำดับที่ 44 เป็น 46 เวียดนาม จาก 59 เป็น 65) ขณะที่ประเทศที่มีลำดับดีขึ้น ได้แก่ สิงคโปร์ ดีขึ้นจากลำดับ 3 เป็น 2 มาเลเซีย จาก 26 เป็น 21 ฟิลิปปินส์ จาก 85 เป็น 75 กัมพูชา จาก 109 เป็น 97 ส่วนบรูไน ลำดับเท่าเดิม คือ 28
โดยหากพิจารณาด้านปัจจัยพื้นฐาน ปัจจัยที่ไทยมีลำดับไม่ค่อยดี คือ ปัจจัยที่เกี่ยวกับสุขภาพและการศึกษาพื้นฐานของประชาชน (ได้ลำดับที่ 83) แต่ที่ดีคือ ความแข็งแรงทางเศรษฐกิจ (ได้ลำดับที่ 28)
หากพิจารณาเฉพาะอันดับความสามารถด้านการพัฒนาประสิทธิภาพ ปรากฏลำดับของไทยจะอยู่ที่ 43 โดยปัจจัยที่ไทยอยู่ในลำดับที่ค่อนข้างต่ำ คือ ความพร้อมด้านเทคโนโลยี (ได้ลำดับที่ 84) และการศึกษาในระดับสูง (ได้ลำดับที่ 62)
และส่วนปัจจัยอื่นๆ ก็อยู่กลางๆ ลำดับแถวๆ 4050
จึงเห็นได้ว่า ปัญหาใหญ่ของไทย คือ การพัฒนาประชาชน ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน ทั้งในระดับประเทศระดับอุตสาหกรรม และระดับองค์กรนั้น ทั้งนี้จากรายงานของ International Institute for Management Development (2003) มีนักวิชาการหลายท่าน สรุปว่าความสามารถในการแข่งขันนอกจากมาจากปัจจัยการผลิต 4 ประการ คือ ที่ดิน ทุน ทรัพยากรธรรมชาติ และแรงงานแล้ว การศึกษา นวัตกรรมทางเทคโนโลยี และการเพิ่มองค์ความรู้พิเศษ ก็เป็นปัจจัยสำคัญ
ไม่ต้องพูดกันถึงความรู้ด้านเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ (ไทยมีงบลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาเพียง 0.24% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เท่านั้นต่ำกว่ามาเลเซียและสิงคโปร์มาก) เพราะลำพังความรู้พื้นฐานด้านภาษาอังกฤษที่กฎบัตรอาเซียนข้อ 34 บัญญัติเอาไว้ว่า
“ภาษาที่ใช้ในการทํางานของอาเซียน คือ ภาษาอังกฤษ” ประเทศที่จะแข่งขันในเวทีอาเซียนได้ จึงต้องมีความชํานาญในภาษาอังกฤษด้วย”
ความสามารถด้านภาษาอังกฤษของเด็กไทยก็ยังอยู่ในระดับต่ำ จากรายงานดัชนีความสามารถด้านภาษาอังกฤษ (EF English Proficiency Index) ปี 2011 ของสถาบันสอนภาษา Education First (EF) สถาบันสอนภาษาชั้นนำของโลก ซึ่งดัชนีดังกล่าวทำมาจากการรวบรวมข้อมูลจากประชากรในวัยทำงานกว่า 2 ล้านคนใน 44 ประเทศที่ภาษาอังกฤษไม่ได้เป็นภาษาแม่ทั่วโลก การวัดผลก็จะวัดจากการทดสอบความสามารถด้านภาษาอังกฤษ
ผลของการวัดความสามารถด้านภาษาอังกฤษดังกล่าว ปรากฏว่าความสามารถด้านภาษาอังกฤษของไทยอยู่ในอันดับที่ 42 จาก 44 ประเทศ โดยจัดอยู่ในกลุ่มความสามารถด้านภาษาอังกฤษต่ำมาก (Very Low Proficiency) และหากเทียบเฉพาะประเทศในทวีปเอเชียที่ทำการวิจัยมี 13 ประเทศ ปรากฏว่าประเทศที่มีความสามารถด้านภาษาอังกฤษสูงสุด ได้แก่ มาเลเซีย รองลงมา คือ ฮ่องกง เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ซาอุดีอาระเบีย จีน อินเดีย รัสเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ไทย คาซัคสถาน ตามลำดับ ซึ่งน่าตกใจมาก เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญของภาษาอังกฤษในระดับที่สูงมาก เด็กๆ จะเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่ชั้นประถมนับถึงมหาวิทยาลัยก็มากกว่า 10 ปี แต่ทำไมภาษาอังกฤษของเด็กไทยถึงยังแพ้เวียดนามอีก
หากเป็นอย่างนี้ต่อไปแล้วเราจะสู้เขาได้อย่างไร โดยเฉพาะเรามีการเตรียมพร้อมลูกหลานสำหรับการเปิดเสรีที่จะมาถึงอย่างไร... หากสนใจวางแผนการเงินสอบถามรายละเอียดได้ที่ฝ่ายธนบดีธนกิจ ธนาคารเกียรตินาคิน







