
ทิปโก้ฟูดส์สะดุดยูโรขอกำไรเท่าปีก่อน
ขยายโชห่วยภูธรเพิ่มมาร์จิน ไตรมาส2ขายดีไตรมาส3ลด
ขยายโชห่วยภูธรเพิ่มมาร์จิน ไตรมาส2ขายดีไตรมาส3ลด
ทิปโก้ฟูดส์ โอดวิกฤตยุโรป ทำอัตรากำไรสุทธิต่ำเป้า 10% เหลือเท่าปีก่อน ๐6%
นายกฤษฎิ์ เศรษฐสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิปโก้ฟูดส์ (TIPCO) เปิดเผยว่า ปี 2555 บริษัทตั้งเป้ารักษาอัตรากำไรสุทธิที่ระดับ 10% แต่คงทำได้เพียงใกล้เคียงปีก่อนที่ 6% ทำให้คาดว่ากำไรสุทธิทั้งปี 2555 จะใกล้เคียงปีก่อน
“ตอนแรกตั้งใจไว้ที่ 10% แต่เราได้รับผลกระทบจากยุโรปและสหรัฐ ก็คิดว่าขอรักษาให้เท่ากับปีก่อน 6%” นายกฤษฎิ์ กล่าว
สำหรับยอดขายเป้าหมายไว้ที่ 6,000 ล้านบาท หรือเติบโต 20% จากปีก่อน แม้ว่าธุรกิจสับปะรดส่งออกจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรป แต่บริษัทเร่งเปิดตลาดตะวันออกกลางชดเชย พร้อมรุกตลาดน้ำผลไม้ในอาเซียนรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) โดยเฉพาะในอินโดนีเซีย
นายกฤษฎิ์ กล่าวว่า ปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายน้ำผลไม้ที่ 3,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มียอดขาย 2,500 ล้านบาท และส่งออกสับปะรดตั้งเป้าที่ 3,000 ล้านบาท แม้ว่าในช่วง 2 ไตรมาสที่ผ่านมาได้ยอดขายประมาณ 1,200 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าก็ตาม จึงหันมาทำตลาดประเทศแถบตะวันออกกลางเพื่อเพิ่มยอดขายทดแทนตลาดในสหรัฐและยุโรปซึ่งมีการตอบรับดี
ขณะที่ยอดขายในไตรมาส 2 ปีนี้ คาดว่าจะเติบโตอย่างน้อย 10% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะน้ำผลไม้ในประเทศมียอดขายดีมาก เนื่องจากปีนี้อากาศร้อนนาน รวมทั้งน้ำแร่ออร่า แต่บริษัทได้ใช้งบการตลาดจำนวน 30 ล้านบาท ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามทั้งรายได้และกำไรในไตรมาส 2 จะสูงกว่าในไตรมาสแรก
ทั้งนี้ ในไตรมาสแรกปีนี้บริษัทมีกำไรสุทธิ 34 ล้านบาท ลดลงประมาณ 35% จากระยะเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 53 ล้านบาท
ขณะเดียวกันในไตรมาส 3 คาดว่ายอดขายจะปรับลดลงตามฤดูกาล โดยผลไม้ที่นำมาผลิตน้ำผลไม้และสับปะรดไม่ออกผลในช่วงนี้ แต่บริษัทพยายามขยายช่องทางขายไปยังร้านโชห่วยในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยให้มีมาร์จินสูงกว่าผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรด โดยตั้งเป้าใน 2 ปีจะมีสัดส่วนการขายผ่านร้านโชห่วยเพิ่มเป็น 50% จาก 30% ในปัจจุบัน ส่วนช่องทางโมเดิร์นเทรดจะลดเหลือ 50% จากปัจจุบันที่ 70%
นอกจากนั้น ในปีนี้บริษัทคาดว่าบริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ (TASCO) ซึ่งบริษัทถือหุ้นอยู่ 20% นั้น จะรับรู้กำไรเพิ่มเป็น 300 ล้านบาท จากปีก่อนรับรู้กำไร 200 ล้านบาท
“ที่ผ่านมาบริษัทรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า แนวโน้มยอดขายในไตรมาส 2 จะดีขึ้น ทั้งจากตลาดในและต่างประเทศ เนื่องจากอากาศร้อน แต่ความผันผวนของค่าเงินยังมีต่อเนื่องและความอ่อนแอของเศรษฐกิจสหรัฐ รวมถึงวิกฤตหนี้ยุโรป และการแข่งขันด้านราคาและปัญหาเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจากนโยบายค่าจ้างของรัฐบาลจะมีผลกระทบต่อธุรกิจ แม้ว่าบริษัทมีการปรับปรุงกระบวนการทำงานแล้วก็ตาม” นายกฤษฎิ์ กล่าว







