
ถึงเวลาอุตฯนมไทยปรับตัว...รับเออัซี
เวลานี้ถือว่าอุตสาหกรรมนมไทยกำลังอยู่ในช่วงต้องเร่งปรับตัวอย่างหนัก
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
เวลานี้ถือว่าอุตสาหกรรมนมไทยกำลังอยู่ในช่วงต้องเร่งปรับตัวอย่างหนัก เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนก้าวเข้าสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 เพราะหากวันนี้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำไม่ร่วมมือกันเพื่อปกป้องและผลักดันอุตสาหกรรมน้ำนมโคสดของไทยให้แข่งขันได้ในเออีซี ก็เชื่อว่า อุตสาหกรรมน้ำนมโคสดไทยจะต้องตกชั้นจากความเป็นผู้นำในอาเซียน
ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำในอุตสาหกรรมน้ำนมโคสดของไทย ได้แก่ ตัวแทนภาคอุตสาหกรรม จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ชมรมนมสร้างชาติ ชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย กรมปศุสัตว์ คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (มิลค์บอร์ด) สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา โดยมีตัวแทนภาคเอกชนอย่าง บริษัท แดรี่พลัส ผู้ผลิตนมแบรนด์ดัชมิลล์ เป็นโต้โผ จัดเสวนา “Milk Forum แนวทางการจัดการและพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบเพื่อพร้อมก้าวเข้าสู่ AEC” ขึ้นมา เพื่อยกระดับคุณภาพอุตสาหกรรมน้ำนมโคสดของไทยให้แข่งขันในตลาดโลกได้
วิศิษฎ์ ลิ้มประนะ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ส.อ.ท. กล่าวว่า การเปิดเออีซี รวมทั้งการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับประเทศต่างๆ นั้น จะทำให้อุตสาหกรรมน้ำนมโคสดของไทยลำบาก เพราะแค่เจออุตสาหกรรมน้ำนมโคสดจากประเทศจีนเข้ามาทำการตลาดในอาเซียนด้วยก็ลำบากแล้ว และยิ่งไปเจอระดับโลก เช่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ก็ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะกำแพงภาษีต่างๆ จะหมดไป ดังนั้นทางออกเดียวคือ อุตสาห กรรมน้ำนมโคสดไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ตลาด
ด้านตัวแทนภาคเอกชนอย่าง วรเทพ รางชัยกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท แดรี่ พลัส ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นมภายใต้แบรนด์ดัชมิลล์ กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมนมไทยอยู่ได้ด้วยระบบกำแพงภาษีและโควตา เมื่อไหร่ที่มีการทำเอฟทีเอ หรือการเปิดเออีซี ก็จะทำให้อุตสาหกรรมน้ำนมโคสดของไทยอยู่ในภาวะเหมือนโดนสึนามิที่จะถูกกวาดต้อนไปหมด เพราะอุตสาหกรรมน้ำนมโคสดไทยจะเจอคู่แข่งทั้งประเทศจีนและเวียดนาม ที่สามารถเข้ามารุกตลาดในประเทศไทยได้ทันที
วรเทพ กล่าวว่า การเปิดเออีซีมีทั้งบวกและลบ แต่ถ้าเราไม่ตื่นตัวก็จะตกเวที และวันนี้เราจะทะนงตัวว่าเป็นเจ้าตลาดในอาเซียนไม่ได้แล้ว เพราะบริษัทผู้ผลิตน้ำนมโคสดรายใหญ่จากประเทศเวียดนาม (วีนามิลค์) ที่ใช้วิธีซื้อกิจการต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำเลย เพื่อเสริมกิจการให้แข็งแกร่งขึ้นแบบครบวงจรทันทีนั้น ทำให้อุตสาหกรรมน้ำนมโคสดจากเวียดนามมีขนาดใหญ่ขึ้น
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมน้ำนมโคสดจากจีนก็ไม่ต้องพูดถึงเลย เพราะมีตลาดใหญ่มาก โดยมียอดขายสูงถึง 1.5 แสนล้านบาทต่อปี ใหญ่กว่าไทยถึง 6 เท่าตัว การที่ไทยทำเอฟทีเอกับประเทศจีนไว้นั้น ก็ทำให้อุตสาห กรรมน้ำนมโคสดจากจีนสามารถเข้ามาบุกตลาดไทยได้ทันทีโดยไม่ต้องรอเปิดเออีซีเลย
สำหรับภาพรวมตลาดนมพาณิชย์ในประเทศไทย ปัจจุบันมีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 4 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นตลาดนมยูเอชที 1.2 หมื่นล้านบาท นมพาสเจอไรซ์ 6,000 ล้านบาท นมเปรี้ยวพร้อมดื่ม 7,000 ล้านบาท โยเกิร์ต 8,000 ล้านบาท นมโทนิค (ผสมมอลต์) 4,500 ล้านบาท
ภาพรวมอุตสาหกรรมนมพาณิชย์ยังมีการขยายตัวอีกมาก โดยนมพาสเจอไรซ์ขยายตัวถึงปีละ 8% นมยูเอชทีขยายตัวปีละ 6% นมโทนิค ขยายตัวปีละ 10% แต่ที่น่าสนใจคือ ตลาดนมเปรี้ยวพร้อมดื่มที่ขยายตัวสูงถึง 23%
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมน้ำนมโคสดของไทยยังมีปัญหาเรื่องปริมาณวัตถุดิบที่ไม่เพียงพอต่อการผลิตน้ำนมโคสดภายในประเทศ เพราะปัจจุบันอุตสาหกรรมน้ำนมโคสดของไทยมียอดใช้น้ำนมดิบอยู่ที่ 1 ล้านตันต่อปี แต่โคนมไทยให้ผลผลิต (ยิว) ได้เฉลี่ยตัวละ 10 กิโลกรัมต่อวัน ขณะที่โคนมจากประเทศพัฒนาแล้วให้นมสูงถึงตัวละ 2530 กิโลกรัมต่อวัน ทำให้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศที่มีราคาถูกและคุณภาพดีกว่าน้ำนมดิบที่ผลิตได้เองภายในประเทศไทย หากปล่อยทิ้งไว้แบบนี้ก็จะทำให้น้ำนมโคสดจากต่างประเทศไหลทะลักเข้ามาประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งกลัวว่าเวลานั้นจะทำให้อุตสาหกรรมน้ำนมโคสดของไทยล่มสลาย
กระนั้น บริษัท ดัชมิลล์ ได้ให้ความสำคัญพัฒนาคุณภาพน้ำนมโคสดโดยสนับสนุนการเลี้ยงโคนมคุณภาพครบวงจร ซึ่งบริษัทได้สนับสนุนผู้ผลิตฟาร์มโคนมที่ จ.กาญจนบุรี และศูนย์รับนม เพื่อหวังให้ผลผลิตนมที่ได้ออกมามีคุณภาพ โดยมีการพัฒนาทั้งอาหารและระบบขนส่ง หากทำได้ก็จะส่งผลให้น้ำนมดิบที่ออกมาใหม่มีคุณภาพสูงขึ้น
“เมื่อน้ำนมดิบมีคุณภาพสูงขึ้น ก็จะทำให้ราคานมดิบดีขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยดัชมิลล์ได้ยกเลิกการใช้น้ำนมดิบเก่า เพื่อมาใช้น้ำนมดิบชุดใหม่ที่มีคุณภาพดีขึ้นแทน แน่นอนว่าทำให้ราคาผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่เกินเพดานราคาที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด” วรเทพ กล่าว
ณัฐวุฒิ ประทีปะวณิช เลขาธิการชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วันนี้เกษตรกรพร้อมที่จะปรับตัว แต่อยากขอให้ทั้งภาครัฐและเอกชนมีมาตรฐานที่ชัดเจนและไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีการบูรณาการฐานข้อมูลร่วมกัน เพื่อใช้วางมาตรการและแนวทางแก้ปัญหา
ขณะที่ ทิพย์วรรณ ปริญญาศิริ ผู้อำนวยการสำนักอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ปัจจุบัน อย.ดูแลเฉพาะในส่วนของโรงงานแปรรูปที่อยู่ปลายน้ำ โดยการกำหนดค่าโปรตีนในน้ำนมสดว่าต้องไม่ต่ำกว่า 38% ส่วนฟาร์มโคนมที่เป็นต้นทางนั้นอยู่ในการดูแลของกรมปศุสัตว์ แต่หากมีการทำศูนย์รับซื้อน้ำนมโคสดร่วมกัน ก็จะสามารถเข้าไปควบคุมมาตรฐานได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
การเสวนาเวทีนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเตรียมพร้อมรับมือกับการแข่งขันที่กว้างและเสรีมากขึ้น ซึ่งถึงเวลาที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะตื่นตัวและร่วมมือกันหาทางนำอุตสาหกรรมนมไทยให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน







