
ไอ.ซี.ซี.ฯเล็งตั้งโรงงานอินโดจีน
ชี้ไทยค่าจ้างพุ่งแรงงานขาดรับ5เดือนแรกรายได้หล่นเป้า
ชี้ไทยค่าจ้างพุ่งแรงงานขาดรับ5เดือนแรกรายได้หล่นเป้า
ไอ.ซี.ซี.ฯ เล็งขยายฐานผลิตในอินโดจีนปีหน้า แก้ปัญหาค่าจ้างพุ่ง รองรับตลาดในประเทศเออีซีในอนาคต หวังสิ้นปีรายได้ทะลุ 1.5 หมื่นล้านบาท
นายธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการผู้ช่วยผู้อำนวยการ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ผลิตและรับสิทธิทำตลาดสินค้าเครื่องแต่งกายแบรนด์เนม เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างเตรียมแผนขยายฐานการผลิตสินค้าในกลุ่มสินค้าเสื้อผ้าและแฟชั่นแบรนด์ต่างๆ ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ลาว พม่า และกัมพูชา
ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาการผลิตในไทยที่ปัจจุบันประสบปัญหาค่าจ้างที่เพิ่มสูงขึ้น จึงต้องมองหาแหล่งผลิตใหม่ที่มีค่าจ้างถูกลง เพื่อไม่ให้กระทบกับต้นทุนการผลิตและราคาสินค้า โดยเป็นการขยายฐานการผลิตเพื่อป้อนตลาดในประเทศ รวมทั้งรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 และขยายไปสู่ตลาดโลกในอนาคต
“ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ของรูปแบบการลงทุนว่าจะเป็นลักษณะใด คาดจะเห็นความชัดเจน พร้อมสรุปรายละเอียดแผนการลงทุนดังกล่าวได้ภายในปีหน้า” นายธรรมรัตน์ กล่าว
นอกจากนี้ ในส่วนของแบรนด์ชุดชั้นในวาโก้ในปีนี้ จะทำตลาดพร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง โดยวางงบการตลาดปีนี้ 100 ล้านบาท ล่าสุดแบ่งงบ 40 ล้านบาท จัดแคมเปญ ใหญ่ “มัสต์แฮฟส์ ให้ทุกอย่างที่ผู้หญิงอยากได้” โดยลูกค้าซื้อผลิตภัณฑ์ชุดชั้นในวาโก้ มัสต์ แฮฟส์ ครบ 4 ตัว สามารถรับคูปองลุ้นรางวัลพิเศษต่างๆ โดยแคมเปญเริ่มตั้งแต่วันนี้สิ้นเดือน ส.ค.นี้ คาดตลอด 4 เดือนนับจากนี้จะมียอดขายเพิ่มขึ้น 20%
สำหรับการจัดแคมเปญดังกล่าว บริษัทวางเป้ารายได้วาโก้จนถึงสิ้นปีนี้ คาดจะเติบโตขึ้น 20% จากปีก่อน คิดเป็นมูลค่ารวมได้ 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากตลาดในประเทศกว่า 98% และอีก 12% เป็นการจำหน่ายในต่างประเทศ หรือราว 150-200 ล้านบาท โดยรายได้ของวาโก้ คิดเป็น 30% ของภาพรวมของบริษัท
ขณะที่ภาพรวมตลาดชุดชั้นในเฉพาะช่องทางโมเดิร์นเทรด พบว่า ปีนี้น่าจะมีการเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% จากมูลค่ารวมที่ 5,000-6,000 ล้านบาท
นายธรรมรัตน์ กล่าวถึงรายได้ในภาพรวมบริษัท 5 เดือนแรกปีนี้ว่า ยังห่างจากเป้าหมายที่วางไว้ค่อนข้างมาก เพราะแม้ว่ากำลังซื้อจะยังดีอยู่ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แต่ผู้บริโภคไม่มีอารมณ์ในการจับจ่ายใช้สอยสินค้าฟุ่มเฟือยมากนัก โดยจะเน้นใช้จ่ายกับสินค้าที่จำเป็นเป็นหลักก่อน ซึ่งเป็นผลจากปัญหาน้ำท่วมตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา โดยรายได้รวมปีนี้วางไว้ที่ 1.4-1.5 หมื่นล้านบาท เติบโต 40-50% แต่ในปีนี้คาดจะเติบโตได้ประมาณ 20-25%







