
ความจริงและความเชื่อ...เกี่ยวกับการลงทุนในหุ้น
โดย...สาธิต บวรสันติสุทธิ์
โดย...สาธิต บวรสันติสุทธิ์
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญเข้าร่วมในงานเปิดตัว private wealth ของ บล. Maybank KimEng ที่โรงแรมไฮแอท เอราวัณ งานนี้ทาง Maybank Kimeng จัดได้ดีสมศักดิ์ศรีของบริษัทหลักทรัพย์อันดับหนึ่ง และธนาคารที่มี market cap ใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย
นอกจากการต้อนรับที่อบอุ่นแล้ว สิ่งหนึ่งที่มีประโยชน์มากๆ ก็คือ การนำเสนอของ Andrew Stotz, Strategist ของ Maybank Kimeng ที่นอกจากจะให้มุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มของการลงทุนในต่างประเทศแล้วว่าที่ไหนดี อเมริกาดีมั้ย หรือว่าจีน และผลกระทบของวิกฤตยูโรจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่เป็นไฮไลต์ (ขนาดที่ว่าใครไม่อยู่ฟัง ก็น่าเสียดาย) ก็คือ ส่วนที่ Andrew Stotz เรียกว่า “Developing guideline for investing in equities” ซึ่งผมอยากขอเรียกว่าเป็นส่วนของ “ความจริงและความเชื่อเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้น” มากกว่า เพราะ Andrew Stotz ได้ทำการพิสูจน์ความเชื่อเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นของพวกเราว่า จริงๆ แล้ว มันเป็นอย่างที่เราเชื่อหรือไม่
ความเชื่อแรก ก็ คือ “การใช้ค่าอัตราส่วน PE (อัตราส่วนของราคาหุ้นต่อกำไรของหุ้น) เป็นเครื่องมือในการเลือกหุ้น เป็นวิธีที่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่
วัตถุประสงค์ ก็เพื่อพิสูจน์ว่า การซื้อหุ้นที่มี PE ratio ต่ำๆ (หมายถึงหุ้นราคาถูกเมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานของหุ้น) หุ้นตัวนั้นจะมีโอกาสที่ราคาหุ้นจะปรับสูงขึ้นมากกว่าหุ้นที่มี PE ratio สูงๆ จริงหรือไม่
วิธีพิสูจน์ทาง Maybank Kimeng ได้คำนวณ PE ratio รายเดือนของ SET index ตั้งแต่ปี 1975 และแบ่งกลุ่มค่า PE ratio ที่คำนวณได้เป็น 10 กลุ่มจากต่ำสุด (36*PE) ถึงสูงสุด (2730*PE) จากนั้นก็คำนวณหาผลตอบแทนของ SET index ใน 1 ปี และ 3 ปีถัดไปของ PE ratio แต่ละกลุ่ม
ผลการพิสูจน์ พบว่า กลุ่มที่ PE ratio ต่ำๆ (กลุ่มตั้งแต่ PE ratio 3-6 ถึง PE ratio 12-15) จะให้ผลตอบแทนของการลงทุนที่ดีกว่ากลุ่มที่ PE ratio สูงๆ แต่ที่น่าสนใจก็คือ PE ratio กลุ่มที่ 12-15 เป็นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด แทนที่จะเป็นกลุ่มที่ PE ratio 3-6
สิ่งที่ Andrew Stotz แนะนำสำหรับผลการพิสูจน์นี้ ก็คือ หาก SET index มีค่า PE ratio อยู่ในช่วง 12-15 เท่า ก็ถือว่าเป็นจังหวะของการลงทุนในหุ้นที่ดี และปัจจุบัน SET index มีค่า PE ratio อยู่ในช่วง 15 เท่า จึงเป็นจังหวะที่ดีของการลงทุนในหุ้น
ความเชื่อที่สอง ก็คือ “บริษัทที่มีผลการดำเนินงานดีจะเป็นบริษัทที่ดีตลอดไป” เรื่องนี้จริงหรือไม่
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงของผลการดำเนินงานของบริษัทต่างๆ เพื่อจะได้นำมาใช้ในการประเมินผลการดำเนินงานในอนาคตของบริษัทจดทะเบียนแต่ละบริษัทได้แม่นยำมากขึ้น
วิธีพิสูจน์ Maybank Kimeng ได้จัดอันดับบริษัทจดทะเบียนตามผลการดำเนินงาน โดยใช้ค่าผลตอบแทนต่อเงินลงทุน (Return on invested capital) โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มที่มีผลการดำเนินงานดี เรียกว่า “Star” ส่วนที่กลุ่มที่ผลการดำเนินงานไม่ดี เรียกว่า “ Dog” จากนั้นก็รวบรวมข้อมูลผลการดำเนินงานรายปีของบริษัทจดทะเบียนแต่ละกลุ่มเป็นเวลา 10 ปีถัดมา
ผลการพิสูจน์ พบว่า
ผลการดำเนินงานของกลุ่ม “Star” จะค่อยๆ ปรับลดลงเข้าใกล้ค่าเฉลี่ย แต่อย่างไรก็ตาม Star ส่วนใหญ่จะยังคงให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ค่าเฉลี่ย มี Star น้อยรายมากๆ ที่ผลการดำเนินงานย่ำแย่จนไปอยู่ในกลุ่ม Dog
สิ่งที่ Andrew Stotz แนะนำก็คือ เมื่อไรก็ตามที่นักวิเคราะห์ประเมินมูลค่าหุ้นโดยให้สมมติฐานว่าหุ้นตัวนั้นจะมีผลการดำเนินงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง ก็ให้ระวังไว้ก่อน อย่าเชื่อ 100%
ส่วนกลุ่ม Dog แม้ว่าจะมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย
สิ่งที่ Andrew Stotz แนะนำก็คือ เมื่อไรก็ตามที่นักวิเคราะห์ประเมินว่าบริษัทจดทะเบียนที่มีผลการดำเนินงานไม่ดีจะพลิกกลับเป็นบริษัทที่มีผลการดำเนินงานดี ก็ให้ระวังไว้ เว้นแต่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ เช่นการเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น เป็นต้น
แต่ทั้งนี้บริษัทในกลุ่ม Dog ไม่ได้รวมถึง บริษัทที่มีผลการดำเนินงานไม่ดีอันเป็นผลจากฤดูกาลหรือปัจจัยภายนอก เช่น กลุ่มเกษตร กลุ่มพลังงาน เป็นต้น
จริงๆ แล้ว Maybank Kimeng ยังมีการพิสูจน์ ความจริงและความเชื่อเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นที่น่าสนใจอีกหลายเรื่อง ไว้ผมจะมาเล่าให้ฟังต่อครั้งหน้าครับ







