
ธปท.พร้อมผ่อนปรนนโยบายรับมือวิกฤต
ธปท.พร้อมผ่อนปรนนโยบายหากวิกฤตยุโรปกระทบรุนแรง
ธปท.พร้อมผ่อนปรนนโยบายหากวิกฤตยุโรปกระทบรุนแรง
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ถ้ามีเหตุการณ์รุนแรงก็สามารถที่จะผ่อนปรนนโยบายดอกเบี้ยได้ โดยเหตุการณ์ที่ทำให้ประเมินว่าปัญหารุนแรงจำเป็นต้องผ่อนปรน คือ ดูว่าเศรษฐกิจยุโรปชะงักงัน หรือมีผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอความรุนแรงหรือไม่ แต่สถานการณ์ขณะนี้ยังไม่ใช่ภาวะเช่นนั้น
“ส่วนเครื่องไม้เครื่องมือเราก็มีไว้พร้อมถ้ามีปัญหา ทั้งด้านสภาพคล่อง ด้านการเคลื่อนย้ายเงินทุนและดอกเบี้ย ทุกอย่างเป็นส่วนประกอบกันซึ่งสามารถปรับใช้ได้เลยไม่มีปัญหา” นายประสาร กล่าว
นายประสาร กล่าวว่า ในด้านเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าออก ถ้าสถานการณ์มันมีปัญหาก็สามารถผ่อนปรนกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้อยู่แล้ว เช่น การอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ให้ผู้มีถิ่นฐานนอกประเทศไทย (Non Resident : NR) กู้เงินตราต่างประเทศได้โดยไม่มีธุรกรรมการค้าการลงทุนรองรับได้ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ การอนุญาตให้ใครต่อใครเอาเงินออกไปได้ การอนุญาตให้ผู้ส่งออกที่มีกำไรยังไม่ต้องนำเงินเข้าประเทศได้นาน 1 ปี ฯลฯ กฎเกณฑ์เหล่านี้ถ้ามีเหตุจำเป็นก็สามารถปรับเปลี่ยนหรือปิดช่องทางพวกนี้ได้
“เท่าที่ดูภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายตอนนี้ยังปกติ ไม่มีภาวะน่ากังวล โดยมีเงินทุนต่างชาติไหลออกไปบ้าง แต่รวมๆ แล้วตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันสุทธิยังเป็นไหลเข้า ไม่ได้ไหลออกมากจนผิดปกติในช่วงนี้ ถ้าดูตลาดพันธบัตรเงินทุนยังเป็นไหลเข้า แต่ถ้าดูตลาดหุ้นก็มีไหลออกบ้างเล็กน้อย ดูแล้วเงินทุนเคลื่อนย้ายของไทยไม่หวือหวา ค่อนข้างมั่นคง” นายประสาร กล่าว
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้ยังไม่ได้มีอาการอะไรจำเป็นขนาดต้องผ่อนปรนการจัดชั้นหนี้เสีย สำหรับสินเชื่อของสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกับยุโรป เพราะขนาดในช่วงที่เผชิญปัญหาน้ำท่วมกระทบสินเชื่อในประเทศ ก็ยังไม่จำเป็นต้องผ่อนปรนการจัดชั้นหนี้เสีย และจากการประเมินสถานการณ์ยุโรปก็ยังไม่เห็นความจำเป็นอะไรขนาดที่จะต้องผ่อนปรนเกณฑ์การจัดชั้นหนี้เพื่อไม่ให้เป็นหนี้เสีย เหตุผลส่วนหนึ่งเพราะสินเชื่อที่สถาบันการเงินปล่อยกู้ที่เกี่ยวข้องกับยุโรปมีสัดส่วนที่น้อย บวกกับระดับหนี้เสียในระบบก็ยังปกติ จึงยังไม่มีเหตุจำเป็นให้ต้องผ่อนปรนอะไรเพิ่ม
นายประสาร ยังกล่าวว่า ขณะนี้ ธปท.ยังไม่ได้มีการปรับคาดการณ์อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ใหม่แต่อย่างไร ยังมองจีดีพีที่ใกล้เคียงระดับ 6% และไม่ได้กังวลกับภาวะเงินเฟ้อที่จะมากดดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจด้วย







