
เปิดแผนฟื้นอีลิท การ์ด ยังไงต้องเอาให้รอด
เป็นไปอย่างที่คาดเอาไว้ เมื่อพรรคไทยรักไทยก้าวเข้ามาเป็นรัฐบาล ก็ต้องเดินหน้าสานต่อนโยบายเก่าๆ
เป็นไปอย่างที่คาดเอาไว้ เมื่อพรรคไทยรักไทยก้าวเข้ามาเป็นรัฐบาล ก็ต้องเดินหน้าสานต่อนโยบายเก่าๆ
ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ประสบความสำเร็จให้เดินหน้าต่อไปเพื่อไม่ให้กลายเป็น “แผล” ที่จะส่งต่อการทำงานการเมืองต่อไป
และโครงการบัตรอีลิท การ์ด ที่ดำเนินงานภายใต้บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด (ทีพีซี) ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ก็เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ถูกสั่งให้ขุดขึ้นมาจากหลุม เพื่อให้เดินหน้าต่อไปอย่างที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ต้อง “กัดฟัน ก้มหน้า” ทำทุกวิถีทางตาม “คำสั่ง” ของการเมืองเพื่อให้โครงการนี้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่ตัวเลขในบัญชีแสดงตัวเลขขาดทุนไปแล้ว 1,200 ล้านบาท
ที่ผ่านมารัฐบาลยุคพรรคประชาธิปัตย์ได้ “สั่งการ” ให้ยุบเลิกบัตรนี้ โดย ชุมพล ศิลปอาชา รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา (ในสมัยนั้น) มีคำสั่งให้ทีพีซียุติการทำธุรกรรมทุกอย่างจวบจนกระทั่งถึงวันนี้ก็ล่วงเลยมา 2 ปีแล้ว โดยทีพีซีมีสมาชิกบัตรอยู่ 2,563 คน
อย่างไรก็ตาม มติ ครม.ที่ให้ยุบเลิกบัตรอีลิท การ์ด ที่ตั้งต้นมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ เมื่อมาถึงรัฐบาลนี้ ก็ย่อมไม่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว ซึ่งคาดกันว่าในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ที่มีชุมพลนั่งเป็น รมว.อยู่เหมือนเดิม แต่เปลี่ยนใจให้ ททท.เดินหน้าโครงการนี้ จะเสนอแผนฟื้นฟูกิจการทีพีซีให้ ครม.พิจารณาอีกครั้ง
รายละเอียดของแผนการฟื้นบัตรอีลิท การ์ดนั้น ททท.ได้ทำเสนอมาพร้อมกับแผนการยุบเลิกโครงการก่อนเพื่อให้เป็นไปตามมติ ครม.เดิม แล้วค่อยเสนอแผนเดินหน้ากิจการต่อ
สำหรับแผนรองรับการยุบเลิกทีพีซีนั้น คาดว่าจะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 2,471.65 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินคืนสมาชิกตามราคาบัตร 2,563 ราย เป็นเงิน 2,235.94 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการยุบเลิกโครงการเป็นเงิน 235.71 ล้านบาท ทั้งนี้ยังไม่รวมการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากสมาชิกแต่ละราย ซึ่งไม่สามารถประเมินค่าใช้จ่ายได้
ทั้งนี้ ททท.ได้สำรวจความคิดเห็นของสมาชิกจำนวน 533 ราย กรณีจะยุบเลิกโครงการ สรุปได้ว่ามี 128 ราย ยอมรับการยกเลิก โดยคืนเงินตามจำนวนที่เหมาะสม ส่วนอีก 405 ราย ต้องการให้ดำเนินโครงการต่อ โดยได้รับสิทธิประโยชน์แบบเดิม
อย่างไรก็ตาม ททท.ต้องเจรจากับสมาชิกเดิมภายใต้เงื่อนไขใหม่ โดยปรับสมาชิกเก่าให้เป็นสมาชิกประเภท Platinum ทั้งหมด โดยยังคงสิทธิประโยชน์เช่นเดิม หากสมาชิกไม่ยอมรับเงื่อนไข ก็ให้เจรจาคืนเงินโดยคืนเงินตามราคา คืนเงินตามสัดส่วนที่ใช้บริการ หรือต้องพร้อมรับการฟ้องร้องค่าเสียหาย
ขณะที่แผนการเดินหน้าโครงการนั้น ททท.ได้แบ่งกลุ่มลูกค้าบัตรเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่ม Investors และกลุ่ม Leisure โดยกลุ่ม Investors นั้นจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มนักลงทุนต่างชาติในประเทศ และกลุ่มนักลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งมีความต้องการข้อมูลด้านการลงทุนเชิงลึก ซึ่งทีพีซีต้องทำตัวให้เป็น “Investors Club”
ส่วนกลุ่ม Leisure นั้นจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มประเทศที่มีความเจริญจากเศรษฐกิจสูง กลุ่มนักท่องเที่ยวพำนักระยะยาว และมีการเติบโตของเศรษฐกิจสูง ที่มีสภาพอากาศหนาว และร้อนมาก และกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี/เทรดดิง)
อย่างไรก็ตาม ในข้อเสนอของ ททท.ได้เสนอให้มีการเปลี่ยนชื่อโครงการใหม่ (รีแบรนดิง) เนื่องจากภาพลักษณ์ที่ผ่านมาไม่ดี
นอกจากนี้ ยังปรับราคาและสิทธิประโยชน์ในบัตรใหม่ (ดูกราฟฟิกประกอบ) เพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยแบ่งเป็นบัตรของกลุ่ม Investors Card (Individual) ซึ่งมีราคาบัตร 2 ราคา คือ 3 ล้านบาท และ 5 ล้านบาท โดย 3 ล้านบาทนั้นเป็นราคาต่อสมาชิก 1 ราย ขณะที่ 5 ล้านบาทเป็นราคาต่อสมาชิก 2 ราย
และบัตรของกลุ่ม Leisure นั้นมีราคาบัตรราคาเดียว คือ 1 ล้านบาท มีอายุเพียง 5 ปี และสิทธิประโยชน์น้อยกว่าบัตรของกลุ่ม Investors
ส่วนแผนการตลาดนั้น ททท.วางไว้ค่อนข้างสวยหรู คือมีสมาชิกใหม่ (ปี 2555) จำนวน 500 ราย และมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นปีละ 1,000 ราย (ปี 2556-2564) และยังได้กำหนดค่าธรรมเนียมการขายให้แก่ตัวแทนจำหน่ายเท่ากับ 10% (บัตรธรรมดา) 15% (Invitation Card) ทีมไทยแลนด์และหน่วยงานภาครัฐเท่ากับ 3% และ 5%
และยังวางแผนตั้งตัวแทนจำหน่ายบัตรใน 15 ประเทศ ประกอบด้วย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น รัสเซีย เกาหลี ไต้หวัน อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า เวียดนาม สิงคโปร์ ฮ่องกง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ภูมิภาคอเมริกา และสเปน โดยจีนเป็นเป้าหมายใหญ่สุด โดย ททท.ตั้งเป้าขายไว้ที่ 500 รายในปีแรก
นอกจากนี้ ททท.ยังได้นำเสนอแผนรายได้และรายจ่ายของโครงการนี้ไปจนถึงปี 2564 โดยในปีดังกล่าวจะมียอดเงินสะสมมากถึง 14,011 ล้านบาท
จะเห็นได้ว่าแผนที่ ททท.วางขึ้นมานั้น เป็นแผนที่จะเสนอ “เอาใจ” ฝ่ายการเมืองที่ต้องการให้เดินหน้าโครงการนี้ เพราะต้องยอมรับว่าโครงการนี้มีอุปสรรคเป็นจำนวนมาก ทั้งเรื่องความร่วมมือของหน่วยงานอื่นที่ต้องกระโดดเข้ามาอย่างเต็มตัวเพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้า
แต่เป็นเรื่องยากมากที่ทุกหน่วยงานจะกระโดดเข้ามาให้ความร่วมมือ เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับโครงการนี้อย่างจริงจัง ยังไม่เห็นว่าโครงการนี้จะสามารถใช้เป็นเครื่องมือดึงนักลงทุนจากต่างชาติเข้ามาได้
รัฐบาลต้องการเพียงแต่ให้โครงการนี้เดินหน้าต่อไป ไม่ให้บัตรอีลิท การ์ด กลายเป็นมรดกเน่าๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เท่านั้น และเมื่อเป็นอย่างนี้ โครงการอีลิท การ์ด ก็อยู่ได้ตราบจนกว่าไทยรักไทยจะหมดวาสนาดูแลประเทศนั่นเอง







