
ค่าจ้างงาน 300 บาท ฉุดกลุ่ม ก่อสร้าง-เกษตร-อาหาร
โดย...ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์
โดย...ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์
การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอย่างก้าวกระโดดเป็น 300 บาทต่อวันเมื่อเดือน เม.ย. คาดว่าจะส่งผลกระทบทางต้นทุนของผู้ประกอบการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรมที่มีการจ้างแรงงานไร้ฝีมือจำนวนมาก และมีผลิตภัณฑ์ที่แข่งขันด้านราคาในตลาดส่งออกเป็นหลัก เมื่อประสิทธิภาพแรงงานไม่สามารถปรับขึ้นได้ทันกับค่าจ้างที่ปรับเพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องปรับราคาสินค้าขึ้น ซึ่งเป็นแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อ ทั้งนี้ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์ (อีไอซี) ประเมินว่าการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำดังกล่าวจะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้น 0.7% ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปโดยเฉลี่ยในปี 2555 อยู่ที่ 3.54%
ในขณะเดียวกัน อีไอซีคาดว่าอัตราการว่างงานจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนแรงงานไร้ฝีมือยังคงมีอยู่ และยังมีภาคส่วนอื่นที่สามารถรองรับแรงงานที่ถูกเลิกจ้างได้ ทั้งนี้คาดว่าในระยะยาวอุตสาหกรรมที่พึ่งพาแรงงานราคาถูกจะทยอยย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีค่าจ้างแรงงานที่ต่ำกว่ามาก
การประกาศขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศโดยทันทีจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจที่ใช้แรงงานไร้ฝีมือจำนวนมาก และมีสัดส่วนต้นทุนแรงงานต่อต้นทุนรวมสูง ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2555 เป็นต้นมา อัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำได้ปรับขึ้นราว 40% ทั่วประเทศ โดยมี 7 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงภูเก็ต ที่หลังจากปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 40% แล้วทำให้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำเท่ากับ 300 บาทต่อวัน
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจและกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานไร้ฝีมือต่อแรงงานทั้งหมดในสัดส่วนสูง ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม และเกษตรกรรม เป็นต้น รวมถึงธุรกิจที่มีสัดส่วนต้นทุนแรงงานต่อต้นทุนรวมในระดับสูง ได้แก่ ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก ธุรกิจบริการ เป็นต้น ซึ่งอีไอซีประเมินว่าการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 40% นั้นจะกระทบต่อต้นทุนการผลิตของธุรกิจเหล่านี้โดยเฉลี่ยที่ 3.3% ในปี 2555 ขึ้นอยู่กับสัดส่วนการใช้แรงงานของแต่ละอุตสาหกรรม และความสามารถในการปรับประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งธุรกิจที่น่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ธุรกิจก่อสร้างและภาคเกษตรกรรม โดยมีต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 4.5%
ในขณะที่อุตสาหกรรมปลายน้ำจะได้รับผลกระทบทางอ้อมมากกว่า แน่นอนว่าอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานไร้ฝีมือในสัดส่วนที่สูงจะได้รับผลกระทบโดยตรง (Direct Effect) จากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 40% ค่อนข้างมาก (รูปที่ 2)
ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมปลายน้ำที่มีห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain) ค่อนข้างยาว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากอุตสาหกรรมอื่นค่อนข้างมาก จะได้รับผลกระทบทางอ้อม (Indirect Effect) จากราคาวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นค่อนข้างมาก ตัวอย่างเช่นอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น
ส่วนอีกหนึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ต้องอาศัยสินค้าเกษตรเป็นวัตถุดิบ เมื่อราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้นจากค่าจ้างขั้นต่ำที่สูงขึ้น ย่อมส่งผลให้ต้นทุนของการผลิตอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มสูงขึ้นได้เช่นเดียวกัน ในระยะยาวผู้ประกอบการจำเป็นต้องนำเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพมาใช้มากขึ้น เพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงานให้สูงขึ้น และทดแทนแรงงานที่เสียไป โดยธุรกิจที่มีขนาดใหญ่จะมีความสามารถในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตมากกว่าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เนื่องจากมีข้อจำกัดทางด้านเงินทุนน้อยกว่า ซึ่งธุรกิจ SMEs จะได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำนี้ ขณะเดียวกัน แต่ละอุตสาหกรรมมีความสามารถในการปรับตัวได้แตกต่างกัน
ทั้งในแง่การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและการจัดหาวัตถุดิบทดแทน ซึ่งในกรณีที่ไม่มีการปรับตัวใดๆ ผลกระทบของการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำต่อต้นทุนการผลิตในบางอุตสาหกรรมจะพุ่งสูงขึ้นถึง 5.86.3% ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนต้องปิดกิจการลง
อย่างไรก็ดี อีไอซีมองว่าผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่จะสามารถปรับการผลิตเพื่อรองรับต้นทุนค่าจ้างที่สูงขึ้น และสามารถขยายหรือย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อการขยายตลาดได้อีกทางหนึ่ง
อีไอซีมองว่าอัตราการว่างงานของประเทศจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ อัตราการว่างงานของไทยในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา อยู่ที่ 0.7% ซึ่งอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น และมีอัตราการขาดแคลนแรงงานไร้ฝีมือมากกว่าแรงงานมีฝีมือ ทำให้ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพการผลิตสูงจะยังสามารถรองรับแรงงานที่ถูกเลิกจ้างจากแหล่งอื่นได้ ดังนั้นในระยะสั้นแม้ว่าแรงงานจำนวนหนึ่งอาจต้องถูกเลิกจ้างจากธุรกิจที่ไม่สามารถแบกรับต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้น แต่แรงงานเหล่านี้จะสามารถหางานใหม่ได้ไม่ยากนัก
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีภาคเศรษฐกิจนอกระบบ (Informal Sector) ค่อนข้างใหญ่ ราว 57% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2557 และยังมีภาคเกษตรกรรมที่มีสัดส่วนแรงงานประมาณ 1 ใน 3 ของกำลังแรงงานทั้งหมดในประเทศ ซึ่งสามารถรองรับแรงงานที่ถูกเลิกจ้างเหล่านี้ได้
ทั้งนี้ อีไอซีประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) โดยเฉลี่ยทั้งปีเพิ่มขึ้นราว 0.7% ซึ่งส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยของปี 2555 อยู่ที่ 3.5-4% ผลิตภาพแรงงาน (Labour Productivity) จะไม่สามารถปรับขึ้นได้ทันกับค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นโดยทันที ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ประกอบการมีภาระต้นทุนที่สูงขึ้น จนต้องมีการปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นมายังผู้บริโภค ซึ่งจะกดดันให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปีนี้เพิ่มสูงขึ้นราว 0.7% จากกรณีที่ไม่มีการขึ้นค่าจ้าง
อีไอซีคาดว่าในระยะต่อไปธุรกิจและกลุ่มอุตสาหกรรมที่พึ่งพาแรงงานราคาถูก จะทยอยย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีค่าจ้างต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของไทย หลังมีการปรับขึ้นจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับระดับค่าจ้างขั้นต่ำหรือค่าจ้างแรงงานไร้ฝีมือของมาเลเซียและฟิลิปปินส์ และจะมีส่วนต่างของค่าจ้างเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม เพิ่มสูงขึ้นจากเดิม
ดังนั้น ธุรกิจที่เน้นการส่งออกและต้องแข่งขันด้านราคาในตลาดโลก เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า และผลิตภัณฑ์พลาสติก จะได้รับผลกระทบค่อนข้างมากในแง่ของการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ เนื่องจากอุตสาหกรรมดังกล่าวใช้แรงงานไร้ฝีมือเป็นสัดส่วนค่อนข้างมาก หรือราว 50% ของแรงงานทั้งหมดในอุตสาหกรรม จึงมีแนวโน้มที่อุตสาหกรรมเหล่านี้จะทยอยย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาและเวียดนามที่มีค่าจ้างแรงงานต่ำกว่า นอกจากนี้การเปิดเสรีทางการค้าภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะเป็นตัวเร่งให้ธุรกิจและกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวตัดสินใจลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแทนประเทศไทยมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ดี ธุรกิจและกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีตลาดในประเทศเป็นตลาดหลักน่าจะยังคงฐานการผลิตไว้ในประเทศไทย จนกว่าข้อจำกัดด้านการขนส่งและศุลกากรระหว่างประเทศจะคลี่คลายและมีความชัดเจนขึ้น







