
‘ไฮเออร์’ทุ่มงบปั้นแบรนด์
ชิงเครื่องใช้ไฟฟ้าแดนปลาดิบมุ่ง5ปีติด1ใน3ผู้นำตลาดไทย
ชิงเครื่องใช้ไฟฟ้าแดนปลาดิบมุ่ง5ปีติด1ใน3ผู้นำตลาดไทย
ไฮเออร์อัดงบ 350 ล้านบาท เพิ่มไลน์สินค้า ลุยปั้นแบรนด์เทียบชั้นญี่ปุ่น วาดเป้า 5 ปี ติด 1 ใน 3 ตลาดไทย
นายอู๋ หย่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไฮเออร์ อิเลคทริคอล แอพพลายแอนซ์ (ประเทศไทย) ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าไฮเออร์ เปิดเผยว่า แผนงานในปีนี้ บริษัทเตรียมใช้งบประมาณ 350 ล้านบาท แบ่งเป็น การลงทุนด้านเครื่องจักร 250 ล้านบาท และการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อครบวงจร 100 ล้านบาท ในโอกาสที่ไฮเออร์ทำตลาดในประเทศไทยครบ 10 ปี
งบลงทุนดังกล่าวจะใช้สำหรับการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า กลุ่มภาพและเสียง เช่น โทรทัศน์ ออกสู่ตลาดช่วงปลายปีนี้ เพื่อเพิ่มกลุ่มสินค้าให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น จากเดิมมีจำหน่ายเพียง 3 ประเภท ได้แก่ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และตู้แช่
นอกจากนี้ ล่าสุดได้เปิดตัวตู้เย็นไซส์บายไซส์ ขนาด 17.7 คิว และ 19 คิว ชูจุดเด่นฟังก์ชันการใช้งานและการออกแบบที่ทันสมัย รองรับการใช้งานของคนรุ่นใหม่ รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมที่แตกต่างจากคู่แข่ง
“จุดเด่นเรื่องดีไซน์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ทำให้บริษัทเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่น แบรนด์ไฮเออร์ติดอันดับ 1 ใน 3 ของแบรนด์ที่ได้รับความนิยมและยอดการจำหน่ายสูง โดยเฉพาะยอดขายตู้เย็นที่เป็นอันดับ 1 ติดต่อกัน 4 ปี” นายอู๋ กล่าว
สำหรับแผนการตลาดในบริษัทได้เปิดตัว 3 พรีเซนเตอร์ดารานักแสดง ได้แก่ น.ส.อัฐมา ชีวนิชพันธ์ พรีเซนเตอร์ตู้เย็น ภายใต้แนวคิด แอร์แอนด์คูลซีรีส์ น.ส.ศุภักษร ไชยมงคล พรีเซนเตอร์เครื่องซักผ้า ภายใต้แนวคิดแคร์แอนด์คลีน และ น.ส.โชติกา วงศ์วาสนา พรีเซนเตอร์เครื่องปรับอากาศ ภายใต้แนวคิดแคร์แอนด์โคซี
ขณะที่เป้าหมายในปีนี้ ตั้งเป้าเติบโต 30% จากปีก่อนที่มียอดขายกว่า 1,000 ล้านบาท โดยจะเพิ่มเป็น 1,630 ล้านบาทในสิ้นปีนี้ รวมทั้งวางเป้าหมาย 5 ปีนับจากนี้ ในการเป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มียอดขายและส่วนแบ่งตลาดติดอันดับ 1 ใน 3 ผู้นำตลาดในไทย
“การติดอันดับ 1 ใน 3 แบรนด์ที่ได้รับความนิยมในตลาดญี่ปุ่น จะช่วยให้แบรนด์ไฮเออร์เป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก และมั่นใจว่าเทคโนโลยีและกลยุทธ์การสร้างแบรนด์จะมีผลตอบรับที่ดี” นายอู๋ กล่าว
ทั้งนี้ วัดได้จากยอดขายเดือน ม.ค.-พ.ค.ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้กว่า 800 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากตู้เย็น 350 ล้านบาท เครื่องปรับอากาศ 300 ล้านบาท และเครื่องซักผ้า 120 ล้านบาท







