
ป้องกันอุบัติเหตุในอุตสาหกรรม
โดย...ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
โดย...ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
ป้องกันอุบัติเหตุในอุตสาหกรรมปัจจุบันแม้จะมีแนวความคิดที่จะให้โรงงานและชุมชนอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนในลักษณะอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญคือ อุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน
เหตุการณ์สำคัญที่สุดคือ กรณีโรงงานของบริษัท ยูเนี่ยน คาร์ไบด์ ที่เมืองโบปาลในอินเดีย เกิดการรั่วไหลของก๊าซ Methyl Isocyanate (MIC) มากถึง 40 ตัน เมื่อปี 2527 ทำให้ชาวอินเดียเสียชีวิตทันทีมากถึง 3,800 คน และเสียชีวิตเพิ่มเติมอีกรวมเป็น 2 หมื่นคน ขณะที่อีกกว่าแสนคนต้องเป็นโรคเรื้อรังตลอดชีวิต เหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างตราบาปแก่บริษัทแห่งนี้เป็นอย่างมาก จนต้องขายกิจการในเวลาต่อมา
ต่อมาโรงงานผลิต MIC ของบริษัท ไบเออร์ ครอปไซน์ ที่มลรัฐเวสต์เวอร์จิเนียของสหรัฐได้เกิดระเบิดขึ้นเมื่อปี 2551 มีผู้เสียชีวิต 2 คน และบาดเจ็บอีก 8 คน ผลการสอบสวนพบว่ามีข้อบกพร่องหลายอย่างเกิดขึ้นในช่วง Startup ซึ่งทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีที่รุนแรงจนควบคุมไม่ได้ ส่งผลให้เกิดระเบิด โดยสะเก็ดระเบิดบางชิ้นได้พุ่งไปกระทบกับถังเก็บ MIC แต่เคราะห์ดีที่ถังไม่เกิดความเสียหายแต่อย่างใด มิฉะนั้นคงจะเกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในสหรัฐ
หลังจากการระเบิดครั้งนั้น แม้บริษัท ไบเออร์ ครอปไซน์ ได้ซ่อมแซมโรงงานและเตรียมการจะเริ่มผลิตอีกครั้งหนึ่ง แต่ได้รับการต่อต้านจากประชาชน โดยยื่นฟ้องต่อศาลห้ามเปิดโรงงาน ในที่สุดบริษัทต้องยกธงขาวยอมแพ้ต่อพลังมวลชน โดยได้ประกาศเมื่อเดือน มี.ค. 2554 ว่าจะยกเลิกการผลิตก๊าซ MIC และจะรื้อถอนโรงงาน
ประเด็นสำคัญภายหลังอุบัติเหตุจะต้องสอบสวนข้อเท็จจริงเชิงลึก ไม่ปล่อยให้โรงงานทำกันเองแบบลูบหน้าปะจมูก เป็นต้นว่า กรณีของโรงกลั่นน้ำมันขนาด 4.5 แสนบาร์เรลต่อวัน นับว่าใหญ่เป็นอันดับ 3 ของสหรัฐ ของบริษัท BP ในมลรัฐเทกซัส ได้เกิดระเบิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2548 ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 15 คน บาดเจ็บ 180 คน และประชากรมากถึง 4.3 หมื่นคน ต้องอพยพหนีภัย สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากถึง 4.5 หมื่นล้านบาท
รัฐบาลกลางของสหรัฐได้สั่งเปรียบเทียบปรับบริษัท BP เป็นเงิน 630 ล้านบาท พร้อมสั่งการให้สอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งแทนที่จะสรุปง่ายๆ เพียงแค่ว่าเกิดจากความประมาท แต่ได้วิเคราะห์เชิงลึกพบว่า บริษัท BP มีนโยบายลดค่าใช้จ่าย ทำให้มาตรการรักษาความปลอดภัยหย่อนยานลงมาก พนักงานฝึกอบรมไม่เพียงพอ อุปกรณ์สำคัญภายในโรงกลั่นชำรุดโดยไม่ได้ซ่อมแซม มาตรการความปลอดภัยหละหลวม คนงานทำงานยาวนานถึงผลัดละ 12 ชั่วโมง ทำให้ร่างกายเหนื่อยล้า ฯลฯ โดยช่วง 30 ปี ก่อนเกิดระเบิดครั้งนี้ โรงกลั่นแห่งนี้เกิดอุบัติเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาหลายครั้ง คนเสียชีวิตไปแล้วรวม 23 คน
นอกจากสอบสวนโดยรัฐบาลกลางสหรัฐแล้ว บริษัท BP ยังได้ควักกระเป๋าแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระของตนเองเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง โดยประกอบด้วยกรรมการ 11 คน โดยมีนายเจมส์ เบเกอร์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในสมัยประธานาธิบดีเรแกนและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในสมัยประธานาธิบดีบุช เป็นประธาน ส่วนกรรมการประกอบด้วยผู้มีชื่อเสียง เป็นต้นว่า พล.ร.อ.แฟรงก์ โบว์แมน อดีตผู้บัญชาการเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์และอดีตผู้อำนวยการโครงการเรือรบนิวเคลียร์ของราชนาวีสหรัฐ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันพลังงานนิวเคลียร์ ดร.แนนซี เลเวสัน ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมศาสตร์แห่งสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์ นายพอล เทโบ อดีตรองผู้อำนวยการบริษัท ดูปองค์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านรักษาสิ่งแวดล้อม นายสเลด กอร์ตัน อดีตวุฒิสมาชิกและในอดีตเคยมีประสบการณ์เป็นหนึ่งในกรรมการผู้สอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ก่อการร้ายถล่มอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ฯลฯ
คณะกรรมการชุดนี้ได้นำเสนอรายงานที่เรียกว่า The Baker Report เมื่อเดือน ม.ค. 2550 สรุปว่า บริษัท BP มีข้อบกพร่องมากมาย พนักงานภายในโรงกลั่นน้ำมันมีจำนวนไม่เพียงพอ ทำให้แต่ละคนทำงานหนักมาก วัฒนธรรมภายในองค์กรทำให้พนักงานไม่กล้ารายงานปัญหาด้านความปลอดภัย ทั้งนี้ แม้โรงกลั่นมีกระบวนการตรวจสอบเป็นการภายใน แต่ดำเนินการพอเป็นพิธีเท่านั้น โดยไม่ได้มุ่งเน้นเสริมสร้างความปลอดภัยที่แท้จริง ขณะที่ผู้บริหารโรงงานมี Paperwork มากมาย แต่ไม่มีเวลาพอสำหรับปฏิบัติงานประจำวัน
แม้ภายหลังอุบัติเหตุ บริษัท BP ได้ใช้จ่ายเงินมากกว่า 3 หมื่นล้านบาท เพื่อปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยของโรงกลั่น แต่สำนักงานความปลอดภัยและสุขภาพในการทำงาน (OHSA) ในสังกัดกระทรวงแรงงานของสหรัฐ ตรวจสอบพบว่าโรงกลั่นปรับปรุงระบบความปลอดภัยช้ากว่าที่ควรจะเป็น และมาตรการรักษาความปลอดภัยยังไม่เป็นไปตามกฎระเบียบที่กำหนด ดังนั้นจึงสั่งเปรียบเทียบปรับในปี 2552 เป็นเงินเพิ่มเติมอีก 2,400 ล้านบาท
สุดท้ายนี้ การดำเนินการของคณะกรรมการอิสระที่เป็นกลางโดยปลอดการเมือง ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง นับเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยป้องกันปัญหาอุบัติเหตุทางอุตสาหกรรมไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก ขณะเดียวกันก็จะต้องลงโทษโรงงานที่มีปัญหาซ้ำซากเพื่อป้องปราม อันจะมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความปลอดภัยและนำไปสู่การพัฒนาสายสัมพันธ์แห่งความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างโรงงานและชุมชนโดยรอบ เพื่อก้าวไปสู่การเป็นอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอย่างแท้จริง







