
เพิ่มค่าแรง300บ.ไม่ช่วยกระตุ้นศก.
หอการค้าเผยเพิ่มรายได้ 300 บาท ไม่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย แรงงานเก็บออมเงิน หวั่นสถานประกอบการอยู่ไม่ได้
หอการค้าเผยเพิ่มรายได้ 300 บาท ไม่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย แรงงานเก็บออมเงิน หวั่นสถานประกอบการอยู่ไม่ได้
นายภูมินทร์ หะรินสุด รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลจากการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ไม่ได้ส่งผลกระทบให้มีการใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากแรงงานไม่ได้ใช้จ่ายเงิน แต่เลือกที่จะเก็บออมมากกว่า เพราะแรงงานยังกังวลถึงความมั่นคงของงานที่ทำอยู่ กลัวว่าธุรกิจที่ทำอยู่จะประสบปัญหาอยู่ไม่ได้ต้องปิดกิจการ จึงไม่ได้นำรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจับจ่ายใช้สอย
“จากเดิมที่คาดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) จะเพิ่มขึ้นประมาณ 1.1-1.4% ซึ่งเป็นผลจากการขึ้นค่าแรง ทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย แต่ในความเป็นจริงจีดีพีเพิ่มขึ้นเพียง 0.5-0.7% ขณะที่เงินเฟ้อจากเดิมคาดว่าจะเพิ่ม 0.8-1% แต่ความจริงเพิ่มเพียง 0.2-0.4% เพราะรัฐบาลได้ควบคุมราคาสินค้า” นายภูมินทร์ กล่าว
ทั้งนี้จากการติดตามของหอการค้าพบว่า สมาชิกใน 7 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต สมุทรปราการ สมุทรสาคร ปทุมธานี นครปฐม และนนทบุรี ส่วนใหญ่ 92% ปรับตัวได้ มีเพียง 7.8% ที่ปรับตัวไม่ได้ โดยในการปรับตัว 13.25% ปรับตัวโดยการลดคนงานลงด้วยการเลิกจ้างบางส่วน อีก 50% ไม่มีการปรับปรับลดคนงาน และอีก 36.75% มีการปรับตัวด้านอื่นๆ เช่น ไม่รับแรงงานเพิ่ม ปรับปรุงการบริหารจัดการภายในบริษัท
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงต่อจากนี้ คือ ในปี 2556 จะมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศ จะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมาก ธุรกิจในหลายจังหวัดทั้งจังหวัดเล็กและจังหวัดใหญ่ จึงเริ่มพิจารณาถึงการย้ายฐานการผลิต เพื่อปรับตัว หรือลงทุนเครื่องจักรเพื่อลดจำนวนแรงงาน
นายจักริน เชิดฉาย ประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ในปี 2556 จะมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ จะทำให้ค่าแรงเพิ่มขึ้น 60% ทางหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือจึงมีข้อเสนอดังนี้ 1. ให้รัฐบาลปรับขึ้นค่าแรงในส่วนที่เหลือโดยเฉลี่ยเท่ากัน 3 ปี จนถึงปี 2558 2.นำค่าใช้จ่ายการจัดอบรมพัฒนาฝีมือแรงงานมาลดภาษีในอัตรา 2 เท่า 3.มีมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี โดยจัดหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ 4.มีมาตรการส่งเสริมการพัฒฯฝีมือแรงงาน 5. มาตรการส่งเสริมการผลิตโดยการยกเว้นภาษี หรือค่าทธรรมเนียมนำเข้าเครื่องจักร
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ และธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากการสำรวจสถานภาพธุรกิจไทยในปัจจุบันพบว่า หลังจากปรับขึ้นค่าแรงผู้ประกอบการ 47.2% ปรับตัวโดยการเพิ่มราคาสินค้า 34.2% ลดสวัสดิการ 32.1% ลดจำนวนแรงงาน 8.5% ใช้เครื่องจักร และ 7.6% จ้างแรงงานต่างด้าว
ขณะที่การเยียวยาจากภาครัฐ ผู้ประกอบการ 94.5% ยังไม่ได้รับ มีเพียง 5.5% ที่ได้รับการเยียวยา ส่วนมาตรการปรับลดภาษีนิติบุคคลผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่ได้ประโยชน์ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี
สำหรับสถานการณ์ในภาพรวมต่อเศรษฐกิจไทย ปัญหาการเมืองแม้จะนิ่งแต่ยังคงสร้างความกังวลให้นักลงทุน อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทอยู่ในระดับที่เหมาะสม เอื้อต่อการส่งออก อัตราดอกเบี้ยนิ่ง ราคาพลังงานเหมาะสมต่อระบบเศรษฐกิจ แต่โดยรวมแล้วเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ เพราะผู้ประกอบการเจอปัญหาต้นทุนสูง แต่ขึ้นราคาสินค้าไม้ได้







