
เล็งโละสต๊อกข้าวรัฐก.ค.นี้
พาณิชย์ยันขายทั้งเอกชน-จีทูจี ตั้งเป้าเหลือข้าวเก็บแค่2ล.ตัน
พาณิชย์ยันขายทั้งเอกชน-จีทูจี ตั้งเป้าเหลือข้าวเก็บแค่2ล.ตัน
“พาณิชย์” ส่งสัญญาณระบายข้าวสต๊อกรัฐบาลให้เอกชน ก.ค.นี้ ควบคู่ขายผ่านจีทูจี ตั้งเป้าเหลือสต๊อกสำรอง 2 ล้านตัน
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ภายในเดือน ก.ค.นี้ กระทรวงพาณิชย์จะเริ่มระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาลให้ผู้ส่งออก เพราะเดือนหน้าข้าวเปลือกนาปรังจะเก็บเกี่ยวหมดแล้ว ทำให้ไม่มีข้าวเหลืออยู่ในตลาด
นอกจากนี้ จะเร่งระบายข้าวสต๊อกรัฐบาลผ่านรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ให้มากที่สุด โดยล่าสุดได้ระบายผ่านจีทูจีแล้วรวมกว่า 5 แสนตัน แบ่งเป็นขายให้ไอวอรีโคสต์ 2.6 แสนตัน บังกลาเทศอีก 2.5 แสนตัน และเร็วๆ นี้มีแผนจะเดินทางไปเยือนอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ เพื่อติดตามการซื้อขายข้าวจากไทย หลังจากที่ไทยได้ทำบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ขายข้าวให้กับทั้งสองประเทศ ประเทศละ 1 ล้านตัน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการซื้อจากไทย
ทั้งนี้ ยอมรับว่าปริมาณที่ทั้งสองประเทศจะซื้อข้าวจากไทยตามเอ็มโอยูนั้น การซื้อจริงอาจไม่ถึงประเทศละ 1 ล้านตัน ขึ้นอยู่กับความต้องการภายในประเทศและการเจรจาต่อรองเรื่องราคา
นายบุญทรง กล่าวว่า นอกจากการเจรจาขายข้าวกับรัฐบาลประเทศอื่นแล้ว กระทรวงยังมีแผนจะผลักดันการสำรองข้าวและสินค้าเกษตรอื่นๆ เพื่อความมั่นคงให้กับประเทศทั่วโลก เพราะไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก ล่าสุดได้เจรจากับรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ที่จะสำรองข้าวให้กับกลุ่มประเทศในอ่าวอาหรับ 6 ประเทศ ซึ่งยูเออีให้ความสนใจและเสนอที่จะสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงให้ไทยด้วย รวมถึงยังได้หารือกับรัสเซียแล้ว และแสดงความสนใจเช่นกัน
ด้านนายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปีนี้คาดว่ารัฐบาลจะมีข้าวสารในสต๊อกประมาณ 6-7 ล้านตัน ซึ่งเป็นข้าวที่ได้จากโครงการรับจำนำนาปี 2554/2555 และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2555 โดยรัฐบาลได้เริ่มทยอยขายแบบจีทูจีให้กับหลายประเทศแล้ว และคาดว่าเร็วๆ นี้จะเปิดขายให้กับผู้ส่งออกด้วย เพราะเริ่มมีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดขาย เนื่องจากเริ่มมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเข้ามาแล้ว
อย่างไรก็ตาม การเปิดระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาล ยังไม่ระบุว่าจะระบายครั้งละเท่าไหร่ แต่เป็นการทยอยระบาย ไม่ใช่ล็อตใหญ่ เพราะไม่อยากให้กระทบกับราคาตลาดในประเทศ ส่วนปริมาณที่ระบายนั้นคาดว่าจะให้เหลือสต๊อกสำรองในประเทศประมาณ 2 ล้านตัน น่าจะเพียงพอ ส่วนการขายแบบจีทูจีจะพยายามเจรจาขายให้ได้ราคาดีและใกล้เคียงกับราคาตลาด แม้จะขาดทุนจากราคารับจำนำบ้าง แต่ไม่น่าจะมากนัก







