
ถึงจุดว์อหุ้นเพิ่ม
สถานการณ์เศรษฐกิจโลกและวิกฤตหนี้ยุโรปยังปั่นป่วน ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไร้ทิศทางรอข้อสรุปที่ชัดเจนภายในสองสัปดาห์ข้างหน้า
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
สถานการณ์เศรษฐกิจโลกและวิกฤตหนี้ยุโรปยังปั่นป่วน ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไร้ทิศทางรอข้อสรุปที่ชัดเจนภายในสองสัปดาห์ข้างหน้า แต่ดัชนีที่ถูกฉุดลงมามากแล้วเพราะความตื่นตระหนกกับปัญหาที่คาดว่าได้รับการแก้ไขแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นทางใด ทำให้นักวิเคราะห์ทั้งไทยและต่างประเทศแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นเพิ่มขึ้น โดยการกระจายพอร์ตเพื่อกันความเสี่ยง
คืนวันที่ 7 มิ.ย. 2555 เวลา 22.00 น. ตามเวลาประเทศไทย “เบน เบอร์แนนคี” ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะออกแถลงการณ์กับสภาคองเกรส ถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หากไม่มีแถลงการณ์อะไรใหม่ในแผนกระตุ้นเศรษฐกิจโลก นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส คาดว่าดัชนีหุ้นไทยวันนี้จะเดินหน้าแตะ 1,130 จุด แล้วจะลดลงมาที่ 1,100 จุด อีกครั้งในสัปดาห์หน้า แต่หากมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจโลกใหม่ดัชนีมีโอกาสเดินหน้าแตะ 1,145-1,150 จุดอีกครั้ง
ขณะที่เฟดจะจัดประชุมกำหนดนโยบายครั้งถัดไปในวันที่ 1920 มิ.ย. ที่ผลสำรวจความเห็นของดีลเลอร์ 15 ราย ของรอยเตอร์สล่าสุด มีโอกาสครึ่งต่อครึ่งที่เฟดจะดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบที่สาม (QE3) จากเดิมมีโอกาสเพียง 33% เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
ขณะนี้ประเทศพัฒนาแล้วมีความพยายามอย่างหนักที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วยการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เช่น อังกฤษอาจกลับมาใช้มาตรการ QE เช่นเดียวกับสหรัฐที่ตลาดคาดว่าจะยืดอายุมาตรการ “Operation Twist” ที่ใกล้สิ้นสุดปลายเดือน มิ.ย.นี้
ด้านโนมูระ รายงานว่า กลยุทธ์การลงทุนในตลาดโลกรายเดือน แนะนำซื้อหุ้นเพิ่ม โดยอิงอัตราผลตอบแทนหุ้นที่ดีกว่ามากเทียบกับพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ที่ผลตอบแทนจากการลงทุนหุ้นในตลาดหุ้นโลกปัจจุบันสูงถึง 8.05% และ 8.27% สำหรับตลาดหุ้นเอเชีย ยกเว้นญี่ปุ่น
ทั้งนี้ แนะนำให้ลงทุนหุ้น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) บริษัท บีอีซี เวิลด์ (BEC) และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC)
ขณะที่เงินทุนต่างชาติยังไหลออกจากหุ้นเอเชียอย่างต่อเนื่อง โดยหุ้นไทยถูกเทขายสุทธิมาสามวันต่อเนื่องกันแล้ว และเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา ถูกเทขายหนักที่สุด ส่งผลให้ยอดซื้อสะสมสุทธิของต่างชาติตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย. 2554 ลดลงเหลือ 7.8 หมื่นล้านบาท โดยทยอยลดพอร์ตไปแล้วกว่า 2.16 หมื่นล้านบาท จากจุดสูงสุดที่ 9.96 หมื่นล้านบาท เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2555 และคาดว่ายังคงมีโอกาสที่จะเทขายต่อจากนี้เพิ่มอีก 12 หมื่นล้านบาท
นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส คาดว่า จะมีการขายสุทธิรอบนี้ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท หรือ 3040% ของยอดซื้อสะสมสุทธิสูงสุด แต่คาดว่าจะมีแรงซื้อจากกลุ่มสถาบันในประเทศที่ช่วยพยุงตลาดไว้
“เราแนะให้นักลงทุนเพิ่มพอร์ตลงทุนหุ้นอีก 10% เป็น 50% และเน้นเข้าลงทุนตามจังหวะดีดตัวกลับในหุ้นที่มีโอกาสปรับขึ้นและฟื้นแรงกว่าตลาด ได้แก่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) บริษัท ไทยออยล์ (TOP) และบริษัท บ้านปู (BANPU)” นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส แนะนำ
อย่างไรก็ตาม แรงซื้อในตลาดหุ้นทั่วโลกขณะนี้มีจำกัด อาจเป็นผลจากระดับราคาหุ้นปัจจุบันอิงราคาต่อมูลค่าบัญชีปัจจุบันที่ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่ามากเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ปี 25512552 ยกเว้น กรีซ โปรตุเกส สเปน ญี่ปุ่น โมร็อกโก อิสราเอล
โนมูระแนะนำให้กระจายการลงทุนสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงไม่ได้มาก ดังนี้
ส่วนแรก ลงทุนหุ้นคุณค่าที่ให้อัตราผลตอบแทนปันผลสูง อัตราผลตอบแทนอย่างน้อย 4% (ADVANC)
ส่วนที่สอง หุ้นที่เติบโตจากผลประกอบการปกติสูงที่มีกำไรต่อหุ้นเติบโตมากกว่า 10% โดยสัดส่วนเงินลงทุนต่อค่าเสื่อมมากกว่า 2 เท่าในปีนี้ โดยมีอัตราเติบโตของเงินลงทุนมากกว่า 10% (ADVANC, CPALL, BEC)
ส่วนที่สาม การลงทุนเชิงโครงสร้าง (ลงทุนระยะยาว) ตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียมีการเติบโตสูงสุด นำโดย จีน อินโดนีเซีย และไทย ซึ่งจะทำให้มีความต้องการสำหรับการใช้จ่ายสาธารณูปโภคสูงขึ้นรวมถึงบ้าน โรงพยาบาล ขนส่ง อาหาร SCC และ BEC







