
มิตซูฯขอ‘โต้ง’ตอบให้ชัด
ยืดไม่ยืดนโยบายรถคันแรกฟุ้งยอด‘มิราจ’2.5หมื่นคัน
ยืดไม่ยืดนโยบายรถคันแรกฟุ้งยอด‘มิราจ’2.5หมื่นคัน
มิตซูฯ ฟุ้ง มิราจ ยอดจองทะลุ 2.5 หมื่นคัน วอนรัฐพูดให้ชัดยืดไม่ยืดโครงการรถคันแรก ให้เอกชนวางแผนผลิตได้ทันเล็งเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 4 พันคันต่อเดือนเร่งเคลียร์ยอดให้หมดในเดือน พ.ย.
นายโนบุยูกิ มูราฮาชิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า เห็นด้วยกับแนวคิดของกรมสรรพสามิตที่จะเสนอยืดอายุโครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรก 1 แสนบาท ว่า เพราะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการขึ้นราคารถยนต์ขนาดเล็กในช่วงนี้ จากกฎของเศรษฐศาสตร์ที่เมื่อมีความต้องการเยอะแต่สินค้ามีน้อย จึงส่งผลให้เกิดการแย่งชิงกัน
“หากมีการต่ออายุโครงการดังกล่าวออกไปนับว่าเป็นเรื่องที่ดี โดยเรามองว่าถ้าเป็นไปได้ต่อไปอีกสัก 1 ปีได้ยิ่งดี แต่ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐบาล โดยอยากให้รัฐบาลประกาศให้ชัดเจนโดยเร็วที่สุด อย่างน้อย 46 เดือน สิ้นสุดมาตรการ เพื่อให้ค่ายรถสามารถบริหารจัดการการส่งมอบและการผลิตต่างๆ” นายมูราฮาชิ กล่าว
อย่างไรก็ตาม บริษัทยืนยันว่าจะไม่มีการหยุดรับจองรถยนต์รุ่นใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งที่เข้าร่วมโครงการหรือไม่ก็ตาม โดยปัจจุบันบริษัทมียอดค้างส่งมอบ (แบ็กออร์เดอร์) เฉลี่ยที่ 23 เดือน โดยรถอีโคคาร์ มิตซูบิชิ มิราจ มีแบ็กออร์เดอร์สูงสุดที่ประมาณ 56 เดือน
สำหรับยอดจองมิตซูบิชิ มิราจ ล่าสุดอยู่ที่ 2.5 หมื่นคัน โดยบริษัทตั้งเป้ายอดจำหน่ายในประเทศไว้ที่ 3 หมื่นคันในปีนี้ และกำลังพิจารณาเพิ่มกำลังการผลิตสูงสุดที่ 4,000 คันต่อเดือน เพื่อให้สามารถส่งมอบให้ได้จำนวน 2.5 หมื่นคันในเดือน พ.ย.นี้
นอกจากนี้ ปัจจุบันมีกำลังการผลิต มิราจ ที่ 1 แสนคัน โดยคาดว่าในปี 2556 จะสามารถผลิตได้ 1.5 แสนคันเต็มกำลังการผลิต
ทั้งนี้ ปี 2555 บริษัท ตั้งเป้าส่วนแบ่งทางการตลาดรวมอยู่ที่ 10% จากปีก่อนอยู่ที่ประมาณ 8% โดยเดือน ม.ค. เม.ย. ที่ผ่านมา บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดที่ 8.8% โดยมองว่าสามารถไปถึงเป้าหมายดังกล่าวได้จากการคาดการณ์ยอดจำหน่ายของตลาดรถยนต์รวมในประเทศไทยที่ 1 ล้านคัน
“ปัจจุบันบริษัทมียอดจำหน่ายรวมที่ 8,000 คันต่อเดือน โดยคาดว่าภายในเดือนนี้จะสามารถจำหน่ายได้เป็น 1 หมื่นคัน จากเดิมที่คาดว่าจะสามารถจำหน่ายได้จำนวนดังกล่าวในเดือน ต.ค. และทำให้บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มเป็น 10% จากเดิมอยู่ที่ 8%” นายมูราฮาชิ กล่าว
นายมูราฮาชิ กล่าวถึงแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ ว่า ต้องการให้ประเทศไทยเป็นรากฐานในการผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออก โดยประเทศไทยจะต้องเป็นผู้นำด้านการผลิตรถยนต์ ดังนั้นเมื่อในหลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญไปที่การพิจารณาอัตราภาษีจากการส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นประเทศไทยน่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
สำหรับการสนับสนุนของรัฐบาลในการผลักดันรถไฟฟ้าเป็นโปรดักต์แชมเปียน เป็นผลิตภัณฑ์ที่ 3 ต่อจากรถกระบะและอีโคคาร์ รัฐบาลต้องยกเว้นภาษีให้กับบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถไฟฟ้า เพื่อให้สามารถเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยที่ผ่านมาบริษัทได้มีการเชิญชวนบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่จากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย







