
พีดีพีฉบับใหม่เพิ่มสัดส่วนก๊าซ57%
พีดีพีฉบับปรับปรุงใหม่เพิ่มสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มเป็น 57% คาดกระทบค่าไฟ 1.04 บาทต่อหน่วย หวังเจรจาซื้อก๊าซในพื้นที่ทับซ้อนสำเร็จลดการนำเข้าแอลเอ็นจี
พีดีพีฉบับปรับปรุงใหม่เพิ่มสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มเป็น 57% คาดกระทบค่าไฟ 1.04 บาทต่อหน่วย หวังเจรจาซื้อก๊าซในพื้นที่ทับซ้อนสำเร็จลดการนำเข้าแอลเอ็นจี
นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยภายในงานรับฟังความคิดเห็น “การปรับปรุงแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2553-2573 (พีดีพี 2010) ว่า แผนพีดีพีฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 จะมีสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มมากขึ้นเป็น 57% จากแผนเดิมที่มีสัดส่วนการใช้อยู่ 47% ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าเล็กน้อยประมาณ 1.04 บาทต่อหน่วย ในระยะ 20 ปี ซึ่งน่าจะเป็นอัตราที่ประชาชนยอมรับได้
ขณะที่การจัดหาก๊าซธรรมชาติเข้ามาป้อนให้เพียงพอต่อความต้องการ ส่วนหนึ่งยังต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) แต่คงไม่สามารถใช้แอลเอ็นจีทั้งหมด เนื่องจากต้นทุนสูงมาก โดยไทยยังคงมีทางเลือกอื่นอีก คือการรับซื้อก๊าซธรรมชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน หากสามารถเจรจาได้ข้อยุติเรื่องพื้นที่ทับซ้อนในประเทศกัมพูชา และพื้นที่ไทยเวียดนาม เพราะราคาก๊าซจะถูกกว่า ซึ่งการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนกับปประเทศเพื่อนบ้านน่าจะใช้เวลาไม่เกิน 15 ปี และใช้เวลาในการพัฒนาพื้นที่อีก 5 ปี โดยการจัดหาแหล่งพลังงานไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองแต่อย่างใด
"แผนฉบับใหม่ได้ลดการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จากแผนเดิม 4 แห่ง แห่งละ 1,000 เมกะวัตต์เหลือ 2 แห่ง เพราะจากกรณีแผ่นดินไหวญี่ปุ่นทำให้ยังไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนเรื่องความปลอดภัย เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าถ่านหินจาก 9 แห่ง เหลือ 4 แห่ง รวม 3,400 เมกะวัตต์ เพราะประชาชนยังไม่ให้การยอมรับเท่าที่ควร ดังนั้นจึงต้องเพิ่มสัดส่วนก๊าซธรรมชาติ เพื่อทำให้แผนยังคงมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าเดิม”นายสุเทพ กล่าว
นอกจากนี้ ภายใต้แผนพีดีพีฉบับใหม่จะมีการเปิดประมูลรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) จำนวน 5,400 เมกกะวัตต์ โดยจะใช้เวลาพัฒนาโรงไฟฟ้า 7-9 ปี ดังนั้นจะต้องมีการประกาศเชิญชวนเอกชนผู้สนใจภายในปีนี้ และเปิดให้ยื่นข้อเสนอภายในปีหน้าเป็นอย่างช้าที่สุด
นายดิเรก ลาวัลย์ศิริ ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) กล่าวว่า หากพิจารณาตามแผนแล้วแนวโน้มค่าไฟจะต้องปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนเชื้อเพลิงที่ภาพรวมยังคงมีแนวโน้มราคาสูงจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของทุกประเทศทั่วโลก ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการนำเข้าแอลเอ็นจีของปตท.ก็จะต้องบริหารจัดการที่จะต้องมองการจัดหาที่เป็นสัญญาระยะยาวมากขึ้น
นายศุภกิจ นันทะวรการ นักวิจัยจากมูลนิธินโยบายสุขภาวะ กล่าวว่า แผนดังกล่าวไม่มีความจำเป็นต้องเปิดประมูลไอพีพีแต่อย่างใดหากผู้จัดทำแผนนำแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี ที่กระทรวงพลังงานเป็นผู้จัดทำขึ้นใส่เข้าไปใส่ทั้งแผน โดยมีเป้าหมายจะลดการใช้พลังงานลงถึง1.7 เมกกะวัตต์ แต่กลับนำแผนอนุพลังงาน หรือการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพใส่ไปในพีดีพีเพียง 20% เท่านั้นทำให้การประหยัดไฟหายไปถึง 1.4 หมื่นเมกะวัตต์ หรือคิดเป็นเงินลงทุนหรือลดต้นทุนค่าไฟได้มูลค่าสูงถึง 4 แสนล้านบาท
ขณะเดียวกันตามแผนยังไม่ยอมแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าไฟที่จะปรับเพิ่มขึ้นตลอดแผน 20 ปี หากแต่ชี้ให้เห็นค่าไฟจะเพิ่มเฉลี่ยปีละ 3-5% ตลอด 10 ปีเท่านั้น หรือเฉลี่ยค่าไฟขายส่งที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะเพิ่มขึ้นตลอด 10 ปีแค่ 1 บาทต่อหน่วย แต่ในความเป็นจริงตลอดแผน 20 ปีค่าไฟจะปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 1 เท่าตัวจากปัจจุบันที่อยู่ที่ 3.1 บาทต่อหน่วย เป็น 6 บาทต่อหน่วย







