
"ญี่ปุ่น" ที่นี่ขยะมีมูลค่า
โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์
โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์
เอ่ยคำว่า “ขยะ” ใครๆ มักร้องยี้ เว้นก็แต่บริษัทรีไซเคิลขยะในประเทศญี่ปุ่น ที่เห็นขยะเป็นต้องวิ่งเข้าใส่ เนื่องจากญี่ปุ่นมีกฎระเบียบถึงขั้นออกเป็นกฎหมายห้ามไม่ให้ผู้ประกอบการตั้งแต่ขนาดใหญ่จนถึงขนาดเล็กทิ้งขยะในที่สาธารณะตามอำเภอใจ หากลักลอบฝังกลบขยะก็มีลุ้นต้องเสียค่าปรับสูงสุดไม่เกิน 300 ล้านบาท ซ้ำยังถูกประจานผ่านสื่อหนังสือพิมพ์
ทุกวันนี้ใครเดินทางไปญี่ปุ่นจะต้องเห็นถังขยะที่มีการคัดแยกขยะออกเป็นสัดส่วนตามที่สาธารณะ กระทั่งการเยี่ยมชม โรงงานรีมาเทค ซึ่งเป็นโรงงานรีไซเคิลกากของเสียอุตสาหกรรมในโอซากา จัดโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ในโซนที่เป็นออฟฟิศของโรงงานนี้ เขาได้บ่มเพาะให้พนักงานคัดแยกขวดน้ำดื่มที่ใช้แล้วด้วยการแยกฝากับขวดออกจากกันเป็นสัดส่วน ทำเอาทึ่งกับการปลูกฝังความเป็นระเบียบของทรัพยากรมนุษย์แดนอาทิตย์อุทัย ตั้งแต่ที่บ้านจนถึงที่ทำงาน
การเยี่ยมชมโรงงานครั้งนี้ จุดประสงค์ของ อาทิตย์ วุฒิคะโร อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ต้องการให้เห็นว่า นิคมอุตสาหกรรมในไทยน่าจะลอกเลียนแบบวิธีการกำจัดขยะที่เป็นระบบเหมือนญี่ปุ่นบ้าง กรณีของญี่ปุ่นรัฐบาลกลางได้ให้ความสำคัญจัดตั้งโครงการอีโคทาวน์ (EcoTown) ตั้งแต่ปี 2540 ด้วยการนำสิ่งปฏิกูลจากอุตสาหกรรมหนึ่งไปใช้เป็นวัตถุดิบในอีกอุตสาหกรรมหนึ่ง ทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจและยังรักษาสิ่งแวดล้อม เพราะกฎหมายของญี่ปุ่นบังคับให้ผู้ประกอบการต้องจ่ายค่ากำจัดขยะให้กับโรงงานรีไซเคิล ฉะนั้นโรงงานรีไซเคิลในญี่ปุ่นจึงมีจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นรีไซเคิลไม้ ซึ่งเป็นวัสดุหลักในการสร้างบ้านของคนญี่ปุ่น รวมทั้งวัฒนธรรมการใช้ตะเกียบไม้ที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ต่างจากเกาหลีที่ใช้ตะเกียบเหล็ก หากนำตะเกียบที่ใช้แล้วมารวมกันในแต่ละปี จะมีไม้จำนวนมหาศาล
กระทั่งขนมหวานจำพวกเบเกอรี ลูกอม และไอศกรีม ซึ่งญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องขนม มีขายอยู่ทั่วทุกหัวระแหง หากหมดอายุก็ต้องนำมารีไซเคิลกับโรงงานที่รีไซเคิลเศษอาหาร เพื่อแปลเปลี่ยนเป็นถ่านเม็ดเล็กๆ ไว้ใช้ในการเกษตรและเชื้อเพลิง ที่มองไปทางไหนขยะก็มีมูลค่าไปหมด
ปัจจุบันมีจังหวัดที่เข้าร่วมโครงการอีโคทาวน์ทั้งหมด 26 พื้นที่ อย่างกรณีของโอซากา ในอดีตที่ผ่านมาก็มีกากของเสียอุตสาหกรรมจำนวนมาก และมีการกำจัดที่ไม่เหมาะสม ซ้ำยังเป็นจังหวัดที่มีอัตราการรีไซเคิลต่ำกว่าอัตราการรีไซเคิลของประเทศ ทางจังหวัดจึงเริ่มต้นโครงการโอซากา อีโคทาวน์ ในเดือน ก.ค. 2548 เพื่อส่งเสริมให้เกิดสังคมที่มีความก้าวหน้าในด้านสิ่งแวดล้อม เกิดธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งผลดีก็จะตกอยู่ในอุตสาหกรรมของจังหวัดที่ผุดเป็นดอกเห็ด เช่น การสร้างโรงงานรีไซเคิลที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าบนพื้นที่ฝังกลบทะเล การสร้างโรงงานรีไซเคิลกากของเสียอันตรายจากโรงงานขนาดกลางและเล็ก และการใช้ประโยชน์พื้นที่ที่เป็นพื้นที่ฝังกลบกากของเสียให้เป็นพื้นที่สาธิตในเรื่องสังคมรีไซเคิล ร่วมกับการฟื้นฟูธรรมชาติ
ในเขตพื้นที่โอซากา อีโคทาวน์ โรงงานรีมาเทคเป็น 1 ใน 5 โรงงานที่มีเจ้าของ 4 บริษัทตั้งอยู่ติดกัน อย่างรีมาเทคเป็นโรงงานรีไซเคิลที่สามารถแยกของเสียอุตสาหกรรมออกมาเป็นสารแต่ละชนิดได้ เช่น เมื่อนำตัวทำละลายใช้แล้วที่มีคลอรีนมาผ่านกระบวนการ จะได้เป็นแอลกอฮอล์ เกลือแกง และเชื้อเพลิงเตาเผา หรือหากนำน้ำมันพืชใช้แล้วมาผ่านกระบวนการจะสามารถผลิตออกมาเป็นน้ำมันก๊าด หรือเชื้อเพลิงชีวภาพได้
เจ้าหน้าที่โรงงานรีมาเทค เล่าว่า ตั้งแต่ปี 2548 ขยะของโอซากาถือว่ามีจำนวนมาก แบ่งเป็นขยะจากชุมชน 4.18 ล้านตัน และขยะอุตสาหกรรม 17 ล้านตัน ขณะที่ตอนนั้นอัตราการรีไซเคิลขยะพวกนี้คิดเป็น 9.4% ของค่าเฉลี่ยการรีไซเคิลทั้งประเทศซึ่งอยู่ที่ 15.9% แต่เมื่อโอซากาเป็นเมืองใหญ่ ก็ทำให้เกิดการต่อต้านการสร้างโรงกำจัดขยะจากประชาชน เพราะกังวลว่าจะมีสารปนเปี้อนอันตรายมาถึงในเมือง จึงเกิดการปฏิรูปโครงสร้างการจัดการขยะอุตสาหกรรม ด้วยการส่งเสริมให้เกิดการรีไซเคิล จากนั้นจึงเกิดการสร้างโรงงานรีไซเคิล รวมทั้งบังคับใช้กฎหมาย และนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความเข้มข้นทางกฎหมายของญี่ปุ่นถึงขั้นมีกฎหมายรีไซเคิลแยกคนละฉบับ เช่น กฎหมายรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ กฎหมายรีไซเคิลเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน กฎหมายรีไซเคิลอาคารและอาหาร และกฎหมายรีไซเคิลรถยนต์
สำหรับโมเดลของโอซากา อีโคทาวน์ แพลน สิ่งสำคัญคือโรงงานรีไซเคิลที่สร้างขึ้น นอกจากต้องไม่เป็นอันตรายต่อคนในชุมชนแล้ว ยังต้องรองรับขยะจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีโดยรอบได้ด้วย โดยในปี 2553 โรงงานรีไซเคิลที่อยู่ในพื้นที่โอซากา อีโคทาวน์ สามารถกำจัดขยะได้ 1.1 แสนตัน จากกำลังการกำจัดขยะของ 5 โรงงานที่สามารถกำจัดขยะได้ 1.3 แสนตัน หากว่าไปแล้วการกำจัดขยะของบรรดาโรงงานรีไซเคิลในโอซากาที่มีอยู่ถึง 4,000 บริษัท ก็ยังน้อยกว่าปริมาณขยะในโอซากาที่มีอยู่ประมาณ 17 ล้านตัน ซึ่งเป็นปริมาณขยะในปี 2548 และเพิ่มเป็น 400 ล้านตัน ในปี 2552 เชื่อว่าถึงขณะนี้ปริมาณขยะในญี่ปุ่นคงเพิ่มขึ้นทวีคูณ
แน่นอนว่าเหตุการณ์สึนามิในญี่ปุ่นปีก่อน ก็ส่งผลให้ขยะของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นจำนวนมหาศาล รีมาเทคก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่เข้ารับการว่าจ้างจากรัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อทำลายขยะ โดยบริษัทได้รับผิดชอบจัดการขยะใน 2 เมือง คือ ริคุเซนทาคาตะและโอฟุนาโตะ ในจังหวัดอิวาเตะ ซึ่งรัฐบาลได้วางแผนให้บริษัทรับผิดชอบกำจัดขยะให้เสร็จภายใน 3 ปี โดยบริษัทต้องใช้เทคโนโลยีของปูนซีเมนต์ในการคัดแยกเกลือและปูน
กรณีที่น่าศึกษาอีก 2 โรงงาน คือ บริษัท DINs Sakai รีไซเคิลเศษไม้ให้เป็นเอทานอลได้บริษัทแรกของโลก เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ใช้ไม้มากเป็นอันดับต้นๆ แต่ละปีจะมีเศษไม้ถึง 5 ล้านตัน ในจำนวนนี้มีไม้เพียง 3.5 หมื่นตัน ที่นำมาผลิตเอทานอลได้ บริษัทจึงต้องมีการคัดเลือกไม้ มีเครื่องแยกตะปู รวมทั้งมีไซโลเก็บเศษไม้เพื่อเลือกไม้ที่เหมาะสมจะทำเอทานอล ส่วนไม้ที่ไม่เหมาะจะทำเอทานอลก็แยกเอาไปเผา โดยไม้ 1 ตัน สามารถผลิตเอทานอลได้ 85 กิโลกรัม ขณะเดียวกันบริษัทก็ได้รีไซเคิลผนังบ้านในญี่ปุ่นเป็นยิปซัม และพลาสติกจากภาชนะที่ไม่ใช้แล้วเป็นวัสดุตกแต่งสวนด้วย ซึ่งตอนนี้บริษัทอยู่ระหว่างการมองหาขยะอื่นๆ ที่นอกเหนือจากไม้ เช่น เศษอาหาร เพื่อขยายธุรกิจรีไซเคิล
อีกบริษัทคือ คันไซ ไซชิเง็น เป็นบริษัทที่รีไซเคิลเศษอาหาร เนื่องจากในญี่ปุ่นมีร้านอาหารจำนวนมาก และแต่ละฤดูกาลขยะที่เป็นเศษอาหารก็จะแตกต่างกันออกไป โรงงานแห่งนี้รับกำจัดอาหารที่หมดอายุ เมล็ดกาแฟ เศษขนมปัง เศษผักจากซูเปอร์มาร์เก็ต และขนมหวานอย่างไอศกรีมก็ถูกนำมากำจัดร่วมด้วย
ผู้บริหารคันไซ ไซชิเง็น ยอมรับว่าปัญหาอย่างหนึ่งของการกำจัดเศษอาหารคือ สัดส่วนของน้ำที่อยู่ในอาหารบูดเน่าเหล่านั้น เมื่อนำมาถึงโรงงานแล้วต้องผ่านกระบวนการอบแห้งเพื่อคัดแยกน้ำเสียก่อน ในอาหารจะมีสัดส่วนของน้ำถึง 70% ขยะจากเศษอาหารเหล่านี้จะถูกกำจัดในทันทีในแต่ละวัน เพื่อไม่ให้ส่งกลิ่นเน่าเหม็นเพื่อรีไซเคิลเป็นถ่าน ราคาถ่านที่ขายนั้นอยู่ที่กิโลกรัมละ 5 เยนถือว่าถูกมาก ขณะที่ขยะที่โรงงานรับได้วันละ 105 ตัน กลับรีไซเคิลออกมาเป็นถ่านได้เพียงวันละ 40 ตัน ฉะนั้นรายได้หลักของบริษัทจึงมาจากค่ากำจัดขยะที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายให้กับโรงงาน พูดง่ายๆ ก็คือ ให้ช่วยกำจัดขยะแล้วยังต้องจ่ายเงินให้ด้วย เหตุนี้ธุรกิจรีไซเคิลในญี่ปุ่นจึงเฟื่องฟู
เห็นการทำธุรกิจรีไซเคิลในญี่ปุ่นครบวงจรอย่างนี้แล้ว ในไทยน่าจะลองเดินตามรอยญี่ปุ่นบ้าง เพราะขยะในบ้านเราทุกวันนี้ล้นแล้วล้นอีก แถมจำนวนผู้ประกอบการในสายนี้ก็น้อยนิด ฝากถึงภาครัฐช่วยลงมาสนับสนุนกันให้จริงจัง เพื่อผลในระยะยาวของประเทศ







