
ปักหมุดไทยประเทศซอฟต์แวร์
รับมาตรฐานมากสุดในอาเซียนสร้างชื่อดึงงานนอกเข้าประเทศ
รับมาตรฐานมากสุดในอาเซียนสร้างชื่อดึงงานนอกเข้าประเทศ
ซอฟต์แวร์พาร์คดันซอฟต์แวร์ไทยรับมาตรฐานซีเอ็มเอ็มไอมากสุดอันดับ 1 อาเซียน หวังสร้างแบรนด์ประเทศซอฟต์แวร์ ดึงงานต่างชาติเข้าไทย
นายธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย หรือ ซอฟต์แวร์พาร์ค เปิดเผยว่า ซอฟต์แวร์พาร์คได้ดำเนินการโครงการเอสพีไอ แอท อีส เพื่อสนับสนุนให้บริษัทที่พัฒนาซอฟต์แวร์ได้รับมาตรฐานซีเอ็มเอ็มไอให้ได้มากที่สุด ซึ่งเปรียบเสมือนการได้มาตรฐานไอเอสโอ
ทั้งนี้ ได้ดำเนินโครงการในเฟส 2 ใช้งบประมาณรวมกว่า 30 ล้านบาท มี 24 บริษัทเข้าร่วม และได้รับการรับรองมาตรฐานซีเอ็มเอ็มไอแล้ว 11 ราย ทำให้มีแผนจะคัดเลือกบริษัทเข้าร่วมโครงการเพิ่มอีก 67 ราย
สำหรับการมีบริษัทซอฟต์แวร์ได้รับการรับรองเพิ่มขึ้น ทำให้ประเทศไทยมีบริษัทซอฟต์แวร์ที่ผ่านการพิจารณาและได้รับมาตรฐานนี้รวม 63 บริษัท แบ่งเป็นระดับ 2 จำนวน 18 ราย ระดับ 3 จำนวน 41 ราย ระดับ 5 จำนวน 4 ราย ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีบริษัทซอฟต์แวร์ได้รับมาตรฐานซีเอ็มเอ็มไอมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน และนำหน้ามาเลเซียไปแล้ว
ขณะเดียวกันเชื่อว่าภายในปี 2556 ไทยจะยังคงนำเป็นที่ 1 อยู่ เพราะต้องอาศัยเวลาในการปรับปรุงและพิจารณานานกว่าจะได้รับการรับรองดังกล่าว ซึ่งการเป็นที่ 1 ถือเป็นโอกาสในการปักหมุดให้ทั่วโลกรับรู้ว่าประเทศไทยคือประเทศด้านซอฟต์แวร์ของภูมิภาคอาเซียน
นอกจากนี้ บริษัทที่ได้รับการรับรองจะทำให้สามารถรับงานซอฟต์แวร์จากต่างประเทศได้ง่ายขึ้น มีโอกาสดึงงานได้ง่ายขึ้น ซึ่งยอมรับว่าช่วงแรกชื่อเสียงอาจยังเป็นรองมาเลเซีย ซึ่งมีลูกค้ามากกว่า แต่ไทยต้องรักษาระดับไว้เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำอย่างชัดเจน และเป็นการสร้างแบรนด์ให้ประเทศ
การสนับสนุนของซอฟต์แวร์พาร์ค เป็นความร่วมมือกับไอแทปและซิป้าเข้ามาช่วยเหลือ เน้นให้คำปรึกษาและให้งบประมาณช่วยเหลือบริษัทซอฟต์แวร์ที่สนใจ ซึ่งปกติจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1 ล้านบาทเพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานและรับการตรวจสอบพิจารณาคุณสมบัติ โดยมาตรฐานซีเอ็มเอ็มไอที่ได้รับจะมีอายุ 3 ปี และบริษัทส่วนใหญ่ที่เข้าโครงการจะเป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก เพราะบริษัทขนาดใหญ่จะดำเนินการเองอยู่แล้ว
ขณะที่เป้าหมายของโครงการเฟส 2 ซึ่งคาดว่าจะสิ้นสุดประมาณไตรมาส 3 ปีหน้า จะต้องมีบริษัทซอฟต์แวร์ไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเพิ่มเป็น 75 ราย ส่วนโครงการเฟส 3 ต้องรอพิจารณาความจำเป็นก่อน เนื่องจากใช้งบสูงและหากไม่ได้มุ่งเจาะตลาดต่างประเทศก็อาจยังไม่จำเป็นต้องทำ ขึ้นกับความต้องการของบริษัทเอกชน







