
ไทยเปิดโควตานำเข้าไหมดิบ
ไทยเตรียมเปิดตลาดนำเข้าเส้นไหมดิบปี 2555 ตามข้อผูกพันดับเบิลยูทีโอ แจงไม่กระทบเกษตรกรไทย
ไทยเตรียมเปิดตลาดนำเข้าเส้นไหมดิบปี 2555 ตามข้อผูกพันดับเบิลยูทีโอ แจงไม่กระทบเกษตรกรไทย
นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ให้ความเห็นชอบตามที่กรมได้เสนอแนวทางการเปิดตลาดเส้นไหมดิบ ตามข้อผูกพันภายใต้องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ปี 2555 โดยให้เปิดตลาดสินค้าเส้นไหมดิบ 483 เมตริกตัน ภาษีในโควตา 20% อัตราภาษีนอกโควตา 226% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2555
ครม.ยังเห็นชอบในหลักการเปิดตลาดนำเข้าสินค้าเส้นไหมดิบในปีต่อไป หากปริมาณและอัตราภาษีทั้งในโควตาและนอกโควตาไม่แตกต่างจากที่กำหนดไว้ในปี 2555 โดยให้กระทรวงเกษตรฯ โดยคณะกรรมการหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แจ้งต่อกระทรวงพาณิชย์ ออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ หรือระเบียบบริหารการนำเข้าตามความเหมาะสม และให้กระทรวงการคลังดำเนินการประกาศอัตราภาษีขาเข้าทั้งในและนอกโควตาต่อไป
อย่างไรก็ดี การนำเข้าเส้นไหมดิบจะไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของไทย เนื่องจากเกษตรกร“ผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมากกว่า 90% ของไทย เป็นเกษตรกรที่ผลิตเส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านและพันธุ์ไทยลูกผสมรังสีเหลือง ซึ่งปริมาณการผลิตภายในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด และเส้นไหมที่นำเข้ามาเป็นไหมเส้นยืน นำเข้ามาเพื่อทดแทนส่วนที่ขาดเท่านั้น ซึ่งนับแต่มีการพระราชทานสัญลักษณ์ตรานกยูงลงมา ทำให้กระแสตอบรับผ้าไหมไทยตลาดในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยผู้ซื้อส่วนใหญ่มองว่าชนิดของตรานกยูงที่บ่งบอกที่มาของไหม ทำให้ใช้เป็นเครื่องตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้นและประทับใจต่อฝีมือการทอลายผ้าไหมไทย
พร้อมกันนี้ ในการพัฒนาคุณภาพไหมไทยได้ดำเนินการพัฒนาคุณภาพเส้นไหมควบคู่ไปกับการจัดชั้นมาตรฐานเส้นไหมพันธุ์ไทย ที่ผ่านมาเป็นการพิจารณาโดยคน ทำให้เกิดปัญหาการกดราคารับซื้อ กรมหม่อนไหมได้ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) จัดทำโครงการวิจัยพัฒนาเครื่องมือต้นแบบในการตรวจสอบเพื่อจัดชั้นคุณภาพมาตรฐานเส้นไหมไทยขึ้น ศึกษาพัฒนาต้นแบบเครื่องมือ อุปกรณ์ในการตรวจสอบจัดชั้นคุณภาพเส้นไหมไทยที่มีความแม่นยำและรวดเร็ว เพื่อให้ได้ค่ากำหนดที่เหมาะสมในการจัดชั้นคุณภาพมาตรฐานเส้นไหมไทย ซึ่งในการศึกษาวิจัยฯ ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จำนวน 7.6 แสนบาท







