
อิเล็กทรอนิกส์ฟื้นแต่ไม่โดดเด่น
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ วิเคราะห์ว่า ยอดคำสั่งซื้อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น แต่อาจยังไม่สะท้อนสัญญาณการฟื้นตัวของการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่โดดเด่นมากนัก เนื่องจากส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นของสต๊อกสินค้าที่หายไปในช่วงน้ำท่วม ขณะที่ความต้องการของตลาดหลักยังไม่มีปัจจัยขับเคลื่อนให้เติบโตมากนัก ด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ยังให้น้ำหนักกลุ่มนี้เท่ากับตลาด
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ เชื่อว่าการฟื้นตัวของคำสั่งซื้อน่าจะมาจากผลของการสะสมสินค้าคงคลังที่หายไปในช่วงน้ำท่วมเป็นหลัก หากดูจากดัชนีชี้นำการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่สำคัญ คือดัชนีความเชื่อมั่นภาคการผลิตของสหรัฐ หรือ ISM manufacturing ในส่วนของคำสั่งซื้อใหม่ที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดเพิ่มขึ้นมาถึงระดับ 58.2 ในเดือน เม.ย.จากระดับ 50 ในช่วงเดือน ก.ค. 2554 และ Semiconductor BooktoBill Ratio ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่เกินกว่าระดับ 1.0 ตั้งแต่เดือน ก.พ. 2555 ซึ่งเครื่องชี้ทั้งสองตัวนี้ดูเหมือนจะชี้ว่าทิศทางการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในระยะ 3 เดือนข้างหน้ามีแนวโน้มฟื้นตัวดี
อย่างไรก็ตาม คาดว่าน่าจะเป็นคำสั่งซื้อเพื่อมาทดแทนสินค้าคงคลังที่หายไปในช่วงน้ำท่วมเป็นสำคัญ เนื่องจากวิกฤตน้ำท่วมส่งผลให้ห่วงโซ่การผลิตของโลกหยุดชะงักลง และทำให้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์หายไปจากตลาดโลกราว 20% เห็นได้จากตัวเลขสินค้าอิเล็กทรอนิกส์คงคลังของสหรัฐที่ปรับลดลงมาก และกำลังจะเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้นจากคำสั่งซื้อที่ขยายตัว (การเปลี่ยนแปลงของสินค้าคงคลังของสหรัฐมีความสัมพันธ์กับการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในระยะ 3 เดือนข้างหน้าได้ประมาณ 6070%) สอดคล้องกับการส่งออกของประเทศผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญในเอเชีย แม้การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น แต่คาดว่ายังไม่น่าจะโดดเด่นนัก เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยขับเคลื่อนการฟื้นตัวของความต้องการในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของตลาดสำคัญทั้งสหรัฐและสหภาพยุโรป
ดังนั้น ในช่วงที่ตลาดยังซบเซา ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม น่าจะอาศัยโอกาสนี้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตให้มีประสิทธิภาพและทันสมัยมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่จะต้องซ่อมแซม ฟื้นฟูโรงงาน และสั่งซื้อเครื่องจักรใหม่ เพื่อพัฒนาไปสู่การผลิตที่มีมูลค่าสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งพัฒนาอบรมทักษะแรงงานมีฝีมือที่มีแนวโน้มขาดแคลนเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต
ด้าน บล.เอเซีย พลัส แนวโน้มกำไรกลุ่มในไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ปี 2555 ฟื้นตัวต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้แนวโน้มกำไรสุทธิของกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในครึ่งปีหลังคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณการผลิตโดยรวมที่ยังเดินหน้าฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม (ทั้งบริษัท เอสวีไอ (SVI) บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (SMT) บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA) และ บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) คาดว่าจะทยอยเพิ่มปริมาณการผลิตมากขึ้น
นอกจากนี้ ด้วยอานิสงส์จากช่วงฤดูกาลส่งออกของอุตสาหกรรมอิเล็ก ทรอนิกส์ ส่งผลให้คำสั่งซื้อของกลุ่มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจนถึงงวดไตรมาส 3 ปี 2555 ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลของอุตสาหกรรม บวกกับปัจจัยหนุนจากค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนตัวต่อเนื่อง ส่งผลบวกต่อยอดขายของบริษัทในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากสัดส่วนรายได้ส่วนใหญ่เกิดจากการส่งออกไปยังประเทศแถบยุโรปและอเมริกา ขณะที่ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินบาท
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงกดดันต่อแนวโน้มธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี 2555 ที่ต้องระมัดระวัง ได้แก่ การแก้ไขวิกฤตหนี้สินสาธารณะของกรีซที่กลับมาทวีความรุนแรงอีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลกระทบลามต่อเนื่องถึงการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและทำให้ยอดคำสั่งซื้อผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ในต่างประเทศอาจไม่เป็นไปตามคาด
ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส มีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มธุรกิจของทั้งบริษัท เดลต้า อิเลคโทรนิคส์ (DELTA) และ SVI ที่คาดว่าจะมีการเติบโตของกำไรดำเนินงานต่อเนื่องอย่างแข็งแกร่งในช่วง 2 ไตรมาสข้างหน้า
โดยเฉพาะ DELTA จากการที่ยอดคำสั่งซื้อเริ่มทยอยฟื้นตัวกลับมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เกิดจากการเติบโตของยอดขายในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Networking & Storage ตามการขยายตัวของธุรกิจศูนย์ข้อมูลทั่วโลก อีกทั้งการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การบริหารสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะทำให้แนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมจะทยอยปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2555
เช่นเดียวกับ SVI ที่เห็นแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอัตรากำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง จากปัจจุบันที่ต่ำเพียง 50% เทียบกับช่วงก่อนเหตุการณ์น้ำท่วม ส่งผลให้คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2555 จะพลิกกลับมาแสดงกำไรระดับสูงในปี 2554 จากที่ขาดทุนจำนวนมากในปี 2554 บวกกับความเป็นไปได้สูงที่บริษัทอาจจะพิจารณาจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล (ซึ่งจะสูงกว่าที่ประเมินไว้ในปี 2555 ที่ระดับเพียง 0.19 บาทต่อหุ้น) หากได้รับเงินประกันเข้ามาในงวดไตรมาส 3 ปี 2555 กว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่ได้รวมไว้ในประมาณการ
ดังนั้น จึงยังคงน้ำหนักลงทุนเท่ากับตลาด...เลือกทั้ง DELTA และ SVI เป็นหุ้น ที่แนะนำจากแนวโน้มการเติบโตของกำไรสุทธิปี 2555 ถึง 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้วยภาพรวมยอดขายที่เติบโตแข็งแกร่งมาก







