
ดิจิตอลปีหน้า เคลื่อนสู่ยุค...ของฟรีไม่มีในโลก
จากการอ้างอิงผลวิจัยของ ดิสเพลย์เสิร์ช ดอทคอม ระบุว่า ช่วงระหว่างเดือน ม.ค.มี.ค.ที่ผ่านมา ยอดขายสินค้าเครื่องรับโทรทัศน์ทั่วโลกอยู่ที่ 51.22 ล้านเครื่อง เมื่อเทียบกับ 55.54 ล้านเครื่อง ในปี 2554 หรือลดลง 8% สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ที่ใช้เวลาอยู่หน้าจอโทรทัศน์ต่อวันเฉลี่ยลดลง แต่หันไปให้ความสนใจกับเนื้อหา (คอนเทนต์) ผ่านสื่อดิจิตอลประเภทต่างๆ มากขึ้นในปัจจุบัน
จากการอ้างอิงผลวิจัยของ ดิสเพลย์เสิร์ช ดอทคอม ระบุว่า ช่วงระหว่างเดือน ม.ค.มี.ค.ที่ผ่านมา ยอดขายสินค้าเครื่องรับโทรทัศน์ทั่วโลกอยู่ที่ 51.22 ล้านเครื่อง เมื่อเทียบกับ 55.54 ล้านเครื่อง ในปี 2554 หรือลดลง 8% สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ที่ใช้เวลาอยู่หน้าจอโทรทัศน์ต่อวันเฉลี่ยลดลง แต่หันไปให้ความสนใจกับเนื้อหา (คอนเทนต์) ผ่านสื่อดิจิตอลประเภทต่างๆ มากขึ้นในปัจจุบัน
แนวโน้มที่เกิดขึ้นเป็นทิศทางเดียวกับผู้บริโภคส่วนใหญ่ในโลก ที่รวมถึงประเทศไทย จากเมื่อ 5 ปีก่อน “ดิจิตอล มาร์เก็ตติง” เป็นเรื่องไกลตัว แต่จากการเข้ามาของเทคโนโลยีผ่านอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งสมาร์ตโฟน 3จี ไวไฟ ทัชสกรีน และแอพพลิเคชันต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากมาย เป็นแรงผลักให้การทำตลาดแบบยุคเดิมๆ หมดลง เพื่อก้าวไปสู่โลกดิจิตอลมากขึ้น ซึ่งจะยิ่งเห็นได้ชัดในปี 2556 หรือ ค.ศ. 2013 นี้
ศุภชัย ปาจริยานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมคฟิว่า (ประเทศไทย) ตัวแทนโฆษณา (เอเยนซี) ผู้ให้บริการวางแผนกลยุทธ์และสื่อดิจิตอล เปิดเผยว่า แนวโน้มหรือเทรนด์การทำตลาดสื่อดิจิตอลในปี 2556 จะเข้าสู่ยุคหลักๆ ดังนี้
ยุคของการชอบกดไลค์ (Like) ใช่กดเลิฟ (Love) บนเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก (Facebook) จะสิ้นสุดลง แบรนด์หรือเจ้าของสินค้าต่างๆ จะหันมาสนใจการสร้างปฏิสัมพันธ์ หรือเอนเกจเมนต์ กับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น จากเดิมที่เคยวัดผลจากจำนวนแฟนเพจ (Fan Page) ที่เข้าไปกดไลค์แสดงความชื่นชอบสินค้าแบรนด์ต่างๆ
ทั้งนี้ หลังจากที่เฟซบุ๊กพัฒนาฟีเจอร์ ทอล์กกิง อะเบาต์ ดิส (Talking About This) ขึ้นมาร่วมกับแถบโฆษณาด้านข้าง จะช่วยผลักดันให้สินค้าแบรนด์นั้นเข้าไปมีส่วนร่วมสร้างความผูกพันกับกลุ่มเป้าหมาย ที่ตัดสินใจเข้าไปกดไลค์เพจสินค้านั้นได้มากขึ้น เป็นต้น
จากปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ใช้เว็บไซต์เฟซบุ๊กราว 14.2 ล้านราย โดยมีจำนวนหน้าสินค้า 34,642 แบรนด์เพจ (Brand Page) ส่วนทวิตเตอร์ มีจำนวนผู้ใช้งาน 909,631 ราย และอินสตาแกรม จำนวน 259,234 ราย
นอกจากนี้ ยังจะเข้าสู่ยุคของฟรีไม่มีในโลกที่จะกลับมาอีกครั้ง โดยนับถอยหลับจากนี้ไป 6 เดือน “อินสตรีม วิดีโอ” (InStream Video) จะเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยมากขึ้น เนื่องจากมีคอนเทนต์ที่ดีและสมบูรณ์แบบในการนำเสนอ ทำให้ตอบโจทย์ความต้องการได้มากกว่า เช่น ในสื่อเว็บไซต์ยูทูบ ที่ผู้ใช้งานสามารถโหลดเนื้อหารายการภาพเคลื่อนไหวต่างๆ ขึ้นไป ให้รับชมได้ฟรีในปัจจุบัน
ในอนาคตอันใกล้จะมีโฆษณาเบรกเข้ามาแทรกระหว่างเนื้อหารายการ ซึ่งเรียกว่า “อินสตรีม วิดีโอ แอดเวอร์ไทซิง” จากการที่ผู้ชมจะเลือกดูเนื้อหารายการนั้นๆ ในแต่ละช่วงเวลาย้อนหลังหรือล่วงหน้า ที่ปัจจุบันเจ้าของรายการรวมทั้งฟรีทีวีต่างๆ จะไม่อนุญาตปล่อยเนื้อหารายการไปฟรีๆ บนสื่อออนไลน์อีกต่อไป เช่น ในปัจจุบันที่ช่อง 7 ไม่ปล่อยให้มีเนื้อหารายการต่างๆ ฉายย้อนหลังบนยูทูบ เป็นต้น
ปัจจุบันอุปกรณ์สื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ทั้งสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตอยู่ใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากขึ้น ทำให้เจ้าของสินค้าสามารถพัฒนาการสื่อสารการตลาดร่วมกับผู้บริโภคได้หลายช่องทาง โดยอินสตรีม วิดีโอ จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของนักการตลาดหรือเจ้าของสินค้า นอกเหนือจากการโฆษณาผ่านสื่อทีวี (ทีวีซี) ปกติ
ศุภชัย กล่าวว่า พบมีสัดส่วน 95% ของคอนเทนต์จากรายการโทรทัศน์จะอยู่บนยูทูบ ที่ผู้ชมเข้าไปรับชมได้ฟรี ซึ่งเจ้าของสินค้าสามารถใช้สื่อทีวีซีชุดเดียวกันนี้ ไปใช้ร่วมกับรายการที่แสดงบนยูทูบได้เช่นกัน โดยคาดว่าในปี 5 สื่อโฆษณาดิจิตอลวิดีโอ สตรีมฯ จะมีมูลค่าราว 750 ล้านบาท จากปีนี้อยู่ที่ 125 ล้านบาท ของมูลค่าตลาดรวมสื่อดิจิตอลกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งเติบโต 1020% ต่อเนื่อง 6 ปีนับจากนี้ จากมูลค่าตลาดรวมสื่อโฆษณาทีวีกว่า 6 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ในอนาคตอันใกล้ยังพบว่ายุคของการเดาจะสิ้นสุดลง เพื่อทำให้การทำตลาดจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากข้อมูลที่แม่นยำและสามารถวัดผลได้ ทำให้นักการตลาดสามารถเลือกส่งสารที่เหมาะสมกับผู้บริโภค เพื่อรวม 3 ปัจจัยเข้าหากัน คือ การเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และทำให้ผู้บริโภคหรือลูกค้าพึงพอใจมากขึ้น ซึ่งถือเป็นหัวใจของการทำตลาดและเจ้าของสินค้า จากการวัดผลทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณพร้อมกัน
ศุภชัย ปิดท้ายว่า สำหรับสื่อสิ่งพิมพ์ทั่วไปที่มีเนื้อหานิ่งๆ อยู่บนเว็บไซต์นั้น ก็สามารถพัฒนาการทำตลาดผ่านสื่อดิจิตอลได้เช่นกัน โดยอาศัยเครื่องมือจากโปรแกรมหรือแอพพลิเคชันต่างๆ เช่น คิวอาร์โค้ด ที่ผู้บริโภคสามารถสแกนได้จากหน้าเว็บไซต์ เพื่อสื่อสารข้อมูลทางการตลาดหรือโฆษณาสินค้าได้เช่นกัน







